بازی انفجار سایت پیش بینی سایت شرط بندی
“มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต” กับ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช - PRswu

“มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต” กับ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช


เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ รับมอบเงินรางวัล จำนวน 200,000 บาท จาก บริษัท เอส.พี.อาคาร จำกัด (สำนักงานใหญ่) เพื่อสนับสนุนโครงการ Dare to Change ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์
นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช
ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และ
ก่อตั้งสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
ในการสร้างและพัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและการจัดการความรู้  ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ
ความสำคัญตอนหนึ่งว่า “มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตจะอยู่บน digital platform จะต้องยืดหยุ่นและสนองตอบความต้องการรายคน ไม่ปฏิเสธผู้เรียน อยู่ในชุมชนเรียนรู้ที่กว้างขวางหลากหลาย สร้างหลักฐาน (บัตรรับรอง) ที่ดีกว่าปริญญาบัตร ไม่แพง (หรือฟรี)

“มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต” “เป็นอย่างไร”
 “มีคุณค่าอะไร” ผมมองว่าในฐานะมหาวิทยาลัย การเป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการชั้นสูง  ต้องมีหน้าที่หลัก 4 อย่าง ตามที่เรายึดถือ  แต่ว่าต้องตีความใหม่ ดังนี้  1) สร้างคน   2) สร้างความรู้  3) สร้างบ้านเมือง  4) สร้างความดีงาม  ซึ่งก็คือผลิตบัณฑิต วิจัย บริการวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผมมองว่าองค์กรวิชาการหรืออุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในยุคใหม่  สามารถที่จะตีความใหม่ได้ในหลากหลายมุม

 

บทบาทที่ทำงานแบบ Inside – Out อย่างในปัจจุบัน คือเอามหาวิทยาลัยเป็นตัวตั้ง เป็น Inside – Out   และอีกแบบคือ Outside – In ก็คือเอาข้างนอกมหาวิทยาลัยหรือเอาสังคมเป็นตัวตั้ง และเอามาเป็นเครื่องมือหรือข้อมูลในการที่จะคิดวิธีทำงาน บทบาทใหม่ๆ และวิธีทำงานใหม่ๆ   หรือ Platform ใหม่ๆ คือโครงสร้างใหม่ๆ โครงสร้างการจัดการใหม่ๆ อะไรแบบนี้  คือว่าเราจะคุ้นเคยอยู่กับ การทำงานตามสาขาวิชา ซึ่งก็จะเป็นในแบบ Inside -Out นี่  เอาวิชาการเป็นตัวตั้ง   กับเอาเรื่องของ “การใช้ความรู้” เป็นตัวตั้ง ซึ่งจะต้องเป็นหลายสาขาวิชามาทำงานด้วยกัน เรื่อง การจัดองค์กรและบริหารงานแบบตั้งรับกับแบบรุก จะเห็นชัดเจนเลยว่ามหาวิทยาลัยไทยถนัดตั้งรับ  รุกไม่ค่อยเก่ง  และอีกเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ Change Management ทำอย่างไรที่จะทำได้ผลจริง ๆ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจริงๆ แล้ว ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่ความเป็นจริงก็คือ สถาบันอุดมศึกษาเป็นองค์กรที่ Very Conservative เปลี่ยนยากมาก  การมองที่คุณค่า (Values) ของมหาวิทยาลัยหรือองค์กรวิชาการ  หากมองที่บทบาทในการสร้างคนหรือพลเมืองยุคใหม่  ผลลัพธ์การเรียนรู้ต้องเปลี่ยน ตั้งแต่เด็กชั้นเด็กเล็ก ก่อนอนุบาล อนุบาล ประถม มัธยม มาจนถึงระดับอุดมศึกษา  ต้องการ Learning Outcome ใหม่หมด   กระบวนการเรียนรู้เพื่อบรรลุ Learning Outcome ใหม่นั้น ก็ต้องทำใหม่  คือไม่สอน แต่ให้เขาได้ปฏิบัติ  มหาวิทยาลัยต้องเข้าไป Engage กับโรงเรียนอย่างน้อยก็ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อจะดึงคุณภาพขึ้นมา  อันนี้เป็นหัวใจนะครับ คำถามก็คือมหาวิทยาลัยทำหรือไม่ ทำได้ดีแค่ไหน คำถามที่เจ็บปวดมากก็คือว่ามหาวิทยาลัยที่มีคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์  ทำให้การศึกษาของประเทศพัฒนาขึ้น คุณภาพดีขึ้น หรือเป็นตัวต้นเหตุของความอ่อนแอเสียเอง  อันนี้ท้าทายมากนะครับ
ในลักษณะเป็น New Platform  ของการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย ผมมีความคิดว่าเราต้องสร้าง New Platform ของสถาบันอุดมศึกษาไทย   ต้องเป็น Platform ใหม่   ไม่ใช่ Platform เดิม  อันที่จริงเรื่องแบบนี้เราพูดกันมาเป็น 10 ปี แต่ว่าในทางปฏิบัติเกิดผลน้อยมาก  ในความเห็นของผม ตัวสำคัญที่สุดก็คือ Platform ของการเชื่อมโยงกับ Real Sector คือภาคทำมาหากินทั้งหลาย โดยที่ Platform นั้นมีส่วนหนึ่งอยู่ใน Campus อีกส่วนหนึ่งอยู่นอก Campus ไปอยู่ใน Real Sector พูดแบบนี้  แนวคิดแบบนี้  ไม่มีอะไรใหม่เลยครับ มีมาแล้วในโลกเป็น 100 ปี  แต่อยู่ที่เพียงบางประเทศ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น  สหรัฐอเมริกาได้พยายามทำ  เมื่อญี่ปุ่นผงาดขึ้นมาในช่วงคริสตทศวรรษที่ 70-80   อเมริกันตกใจมาก  แล้วก็พยายามที่จะใช้มหาวิทยาลัยโยงเข้าไปเพื่อสร้าง  Collaborating Center, Industry University Collaborating Center  เยอะมากในอเมริกา ในออสเตรเลีย หรือที่อื่น ๆ ก็ทำกันทั้งสิ้น  แต่ว่าเยอรมันกับญี่ปุ่น มี Culture ว่า Professor ในมหาวิทยาลัย ต้องไปทำงาน ใน Real Sector เช่น อาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์  กว่าครึ่งหนึ่งของเวลาทำงานอยู่ที่โรงงานอุตสาหกรรม อย่างนี้ เป็นต้น สรุปว่า Platform สำคัญของมหาวิทยาลัยต้องเป็นมหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคม  อีกอย่างหนึ่งการเรียนที่สำคัญทางด้าน Education คือ  การเรียนแบบพร้อมที่จะ Transfer ไปใช้ในบริบทอื่น คือถ้าเรียนตามทฤษฎีนี่มัน Fix แต่การเรียนโดยการปฏิบัติ แล้วตั้งคำถามให้ Reflect  หากทำเป็น ผู้เรียนจะสามารถเอาไปใช้ในหลากหลายบริบทได้ มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ต้องสามารถที่จะทำงานในลักษณะที่เรียกว่า ทำน้อยได้มาก   ทำงานในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนการสอนนะครับ เมื่อไร Interact กับนักศึกษา แปลว่าได้ 4 อย่าง ก็คือ 1) ได้ผลิตบัณฑิต 2) ได้บริการวิชาการ 3) ได้วิจัย และ 4) ได้ทำนุบำรุงความดีงาม อยู่ในตัว   นี่คือความท้าทายอย่างยิ่ง ที่จะต้องทำให้ได้ และผมคิดว่าทำได้ครับ”

Share