بازی انفجار سایت پیش بینی سایت شرط بندی
หมอเฉลิมชัย อดีต อธิการบดี มศว ชี้ปัญหา “เศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ” – PRswu

หมอเฉลิมชัย อดีต อธิการบดี มศว ชี้ปัญหา “เศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ”

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ (มศว) ได้จัดโครงการการจัดประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ “นักเศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน : โอกาสและความ
ท้าทายภายใต้ความไม่แน่นอน Economists & Friends: Chances and Challenges under Uncertain Circumstances ” โดยระบบ Online ผ่าน Zoom Meeting และ Facebook live
คณะเศรษฐศาสตร์ มศว ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐอีก 9 สถาบัน ได้แก่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกันพิจารณาจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ขึ้น ตามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ การประชุมระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างสถาบันการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ 9 สถาบัน ซึ่งในปี พ.ศ.2563 คณะเศรษฐศาสตร์ มศว ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ เป็นครั้งที่ 14 โดยช่วง 10.00-10.30 น. เป็น TED TALK ประเด็นเศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ โดย วิทยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ วุฒิสมาชิก (ปัจจุบัน) และ อดีตอธิการบดี มศว 10.00-10.30 น. TED TALK ประเด็นเศรษฐศาสตร์กับฟิสิกส์ โดย วิทยากร รองศาสตราจารย์ ดร.บุรินทร์ กำจัดภัย ผู้อำนวยการศูนย์ฟิสิกส์ทฤษฎีและปรัชญธรรมชาตินครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล และช่วง 11.00-11.30 น. สนทนาโต๊ะกลม ประเด็นเศรษฐศาสตร์กับความบันเทิง โดย วิทยากร คุณณัฐ ศักดาทร นักร้อง/นักแสดง และคุณศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา ศิลปิน/ศิษย์เก่า คณะเศรษฐศาสตร์ มศว ดำเนินการเสวนาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวิมล เฮงพัฒนา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษาและนโยบาย คณะเศรษศาสตร์ ช่วงบ่าย 15.10-15.40 น. ชวนคุย “เศรษฐศาสตร์และผองเพื่อน: เศรษฐศาสตร์จะอยู่กับเพื่อนอย่างไร” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐญา ประไพพานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มศว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตอธิการบดี มศว กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยายในหัวข้อ “เศรษฐศาสตร์กับความเหลื่อมล้ำ” ว่า “ผมได้รับเกียรติจากคณะเศรษฐศาสตร์ มศว ให้บรรยายในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัว มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคน รวมทั้งมีความสำคัญในการพัฒนาสังคม เป็นตัวชี้วัดสันติสุขของสังคมและการเติบโตของเศรษฐกิจของชาติได้ ปัญหาสำคัญของประเทศไทยเราคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในทุกด้าน ทุกมิติที่ยากจะหาวิธีมาแก้ไขเยียวยาได้อย่างยั่งยืน โลกแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคมขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุก ขณะอีกด้วยจึงได้มีนักคิด นักพัฒนา นักวิชาการ ตลอดจนนักปฏิบัติเป็นจำนวนมากที่พยายามจะช่วยกันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งและความทุกข์ยากของมนุษยชาติ โดยมีความพยายามที่จะ ใช้หลากหลายวิธีการมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐหรือภาคสาธารณะในการแก้ปัญหาสังคม การพยายามระดมทุนผ่านการบริจาคของภาคประชาสังคม ตลอดจนการเสียสละหรือแบ่งผลกำไรที่มีมากของภาคเอกชนมาช่วยเหลือสังคม แต่ทั้งหมดดังกล่าวเราพบว่าทุกวิธีการล้วนมีจุดอ่อน ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ เช่น ภาครัฐจะมีจุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานของการใช้งบประมาณให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมาย ส่วนภาคประชาสังคม หรือมูลนิธิต่างๆ จะมีปัญหาเกี่ยวกับการไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะขาดงบประมาณหรือทรัพยากรในการแก้ปัญหาสังคม เพราะมีข้อจำกัดเรื่องผู้บริจาคไม่สามารถบริจาคต่อเนื่องได้เป็นเวลานานพอ ขณะที่ภาคเอกชนมักจะทำ CSR ก็ต่อเมื่อมีกำไรแล้วด้วยวงเงินที่จำกัด และหลายบริษัททำโดยต้องการเพียงสร้างภาพที่ดีขององค์กรจึงขาดความยั่งยืนในการทำงาน
ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมไทยมักถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะรากฐานของปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าประเทศ ของเราอยู่ด้วย ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนำไปสู่ความแตกต่างระหว่างคนที่ยากจนและคนที่ฐานะดีกว่าและการ แบ่งแยกนี้เองได้กลายมาเป็นฐานของความขัดแย้งในเวลาต่อมาเมื่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาสำคัญแห่งยุคสมัยของสังคมไทยในปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทยหลายท่าน พยายามอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและยังมักประสบกับ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดมาจากประเด็นเรื่องการเก็บภาษี เพราะสภาพความเหลื่อมล้ำสูงนำซึ่งแรงผลักดันให้เกิด การเก็บภาษีเพื่อนำมากระจายรายได้ แต่ในขณะเดียวกันคนที่มีรายได้สูงก็มักไม่ต้องการจ่ายภาษี จนสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น การที่คำอธิบายถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของเศรษฐศาสตร์ ต้องพยายามเชื่อมความเหลื่อมล้ำว่า เป็นสภาพที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ นั้น สะท้อนความจำกัดที่สำคัญของเศรษฐศาสตร์ ก็คือเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ไม่ได้มีฐานทางความคิดที่มองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเป็นปัญหาในตัวเอง แต่มองว่า เป้าหมายที่เหมาะสมในการจัดการสังคมนั้น คือการทำให้ประโยชน์สุขโดยรวมของคนในสังคมนั้นสูงสุด ด้วยฐานวิธีคิดเช่นนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากจึงต้องพยายามหาผลต่อเนื่องจากความเหลื่อมล้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่า สภาพความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเช่นไร นอกเหนือไปจากการเชื่อมโยงความเหลื่อมล้ำเข้ากับความขัดแย้งดังที่ได้ กล่าวไว้แล้วนั้น ยังมีความพยายามเชื่อมโยงความเหลื่อมล้ำเข้ากับประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจหรือการ เชื่อมโยงความเหลื่อมล้ำเข้ากับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มักมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำจากมาตรการของรัฐในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบภาษีแบบก้าวหน้าและระบบสวัสดิการ อาจไปลด ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจได้ ทำให้พวกเขาอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำเลยเสียด้วย ซ้ำ ส่วนตัวแล้วยังอยากให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ยังอยากกระตุ้นให้มองปัญหาความ เหลื่อมล้ำด้วยความระมัดระวังมากขึ้นนั่นเอง”
ความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่ว่าจะในแง่มุมของเศรษฐศาสตร์หรือใดๆ ยังคงไม่อาจพบกับทางออกได้โดยง่าย หรือไม่ก็อาจจะพบกับทางตันหรือหาทางแก้ปัญหาได้ยากและหากแก้ปัญหาได้ก็อาจยากที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งหลายได้อย่างยั่งยืน

  

       

Share