เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจสิทธิมนุษยชน “ตรานี้ต้องไม่ถูกตี : ชีวิต สิทธิมนุษยชน และโควิด – 19”

วิกฤตการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนโลกและคร่าชีวิตผู้คนนับล้าน แต่ละประเทศมีสถานการณ์และมาตรการรับมือกับโควิด-19 ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ Social Distancing การกักตัว การดูแลเพื่อป้องกันสินค้าและบริการ คำสั่งห้ามและควบคุมการเดินทาง ประกันสังคมและสิทธิของคนงาน คุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าโลกของเราจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นความท้าทายต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ในหลายแง่มุม ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่คนรุ่นใหม่ เด็กเยาวชนใส่ใจและให้ความสำคัญ
สาขาวิชาสังคมวิทยาเพื่อการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดโครงการเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจและยืนเคียงข้างสิทธิมนุษยชนกับหัวข้อเสวนาเรื่อง “ตรานี้ต้องไม่ถูกตี : ชีวิต สิทธิมนุษยชน และโควิด-19” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกบรรยายให้ทัศนะและความรู้ ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณวิทิต มันตาภรณ์ ศาสตราภิชานประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉันชาย
สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International Thailand ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร. ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และนางสาวกัญญาณัฐ เครือนาค นิสิตชั้นปีที่ 3 หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาเพื่อการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2563 ณ อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่อง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มศว ประสานมิตร

 

   

 เวทีเสวนาครั้งนี้ได้ชี้ให้นิสิตและผู้สนใจเข้าฟัง ได้รู้ว่าสิทธิมนุษยชนในการตีความนำไปใช้ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID – 19 ในขณะนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์อาจจะส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของคนเราได้ โดยเฉพาะการที่ชาวต่างชาติพากันกล่าวว่าการสวมใส่หน้ากากอนามัยนั้นเป็นการทำให้พวกเขาถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พวกเขาจึงไม่ยอมสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรนา จริงอยู่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ต้องไม่ลืมว่ากฎหมายสิทธิมนุษยชนยังคงต้องเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา และแน่นอนว่าจะช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้

คุณปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International Thailand ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายสิทธิมนุษยชนยังคงต้องเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา อันประกอบด้วยสิทธิต่างๆ คือ สิทธิด้านสุขภาพ รัฐบาลส่วนใหญ่ได้ลงนามรับรองสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอย่างน้อยหนึ่งฉบับ โดยสนธิสัญญากำหนดไว้ว่ารัฐบาลจะต้องรับรองสิทธิด้านสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือจะต้องกระทำสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการป้องกัน การรักษา และการควบคุมโรค ในบริบทของการระบาดของโรค รัฐบาลจะต้องทำให้แน่ใจว่าการป้องกันดูแล เครื่องมือและบริการจะเข้าถึงทุกคน ในฮ่องกงซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส องค์กรที่ไม่แสวงกำไรท้องถิ่นแห่งหนึ่งกล่าวว่า เกือบร้อยละ 70 ของครอบครัวที่รายได้ต่ำไม่ สามารถจ่ายค่าอุปกรณ์ป้องกันโรคที่จำเป็นที่รัฐบาลแนะนำ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัยหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หากรัฐสนับสนุนให้ใช้สิ่งของดังกล่าว รัฐจะต้องแน่ใจว่าทุกคนสามารถ เข้าถึงได้
สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของสิทธิด้านสุขภาพ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมืองแรกที่ค้นพบไวรัส แพทย์กลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ปิดปากและถูกประณามในข้อหา “ปล่อยข่าวลือ” “ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลว่าเชื้อไวรัส covid-19 อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร” ในขณะเดียวกัน ในรัฐจัมมูและแคชเมีย ผู้มีอำนาจยังคงออกคำสั่งจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ต ถึงแม้ว่าตัวเลขผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม การถูกจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตทำให้คนเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการกระจายและการแพร่ระบาดของไวรัส รวมทั้งการป้องการตัวเองได้อย่างลำบาก ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลว่าเชื้อไวรัส COVID-19 อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร รวมถึงข้อมูลมาตรการลดความเสี่ยงและแก้ไขปัญหา ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาเหล่านี้จะทำให้การตอบสนองของสาธารณสุขไม่เข้มแข็งเท่าที่ควรและทำให้สุขภาพของทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยง สิทธิในการทำงาน ผู้ทำงานที่มีการจ้างงานไม่มั่นคงเสียเปรียบจากโรคระบาดซึ่งเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยสิทธิในการทำงานของแรงงานผู้อพยพ ผู้รับจ้างในแวดวงอิสระ (“gig” economy) และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบจะได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และมาตรการควบคุมไวรัสมากกว่ากลุ่มอื่น รัฐบาลต้องรับรองว่าทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีที่ป่วย การดูแลด้านสุขภาพ และการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งในกรณีที่ไม่สามารถไปทำงานได้เพราะไวรัส การเข้าถึงประกันสังคมจะช่วยให้คนทำตามมาตรการสาธารณสุขที่รัฐกำหนด บุคลากรทางการแพทย์อยู่ใกล้ชิดกับโรคระบาดมากที่สุดและยังคงทำงานต่อไปถึงแม้ว่าจะเสี่ยงต่อตนเองและครอบครัว เป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องปกป้องคนเหล่านี้ คือต้องจัดสรรอุปกรณ์ป้องกันโรคที่เหมาะสมและได้คุณภาพ ให้ข้อมูล การอบรม และการสนับสนุนทางจิตสังคมแก่เจ้าหน้าที่ที่รับมือกับโรค นอกจากนี้ ผู้ที่อยู่ในหน่วยงานอื่น เช่น เจ้าหน้าที่เรือนจำ ก็มีความเสี่ยงที่จะสัมผัสเชื้อไวรัสมากกว่ากลุ่มอื่น จึงควรได้รับการปกป้องเช่นกัน ถึงแม้ว่าใครก็สามารถติดเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ คนบางกลุ่มก็ยังเสี่ยงต่อการติดโรคขั้นรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ กลุ่มคนชายขอบและผู้ที่ถูกกักขัง รวมถึงผู้อพยพและผู้ลี้ภัยมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการป้องกันโรคหรือปัญหาการเข้าถึงการรักษามากกว่าคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น คนไร้บ้านจะกักตัวได้ยากกว่า รวมถึงคนที่เข้าถึงอนามัยได้ไม่เพียงพอก็เสี่ยงที่จะติดเชื้อมากกว่า การวางแผนรับมือกับเชื้อไวรัส COVID-19 นั้น รัฐต้องทำให้แน่ใจว่าความต้องการและปัญหาของบุคคลเหล่านี้ได้รับการดูแล
การถูกตีตราและแบ่งแยก ยุโรปเป็นอีกพื้นที่ที่เกิดการระบาดขึ้นอย่างรุนแรง วิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำและการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเชื่อมโยงกันอย่างไร ดังนั้นมาตรการใดๆ ก็จะต้องมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครถูกทอดทิ้ง ในขณะที่อาจจำเป็นต้องมีข้อจำกัดการเดินทาง แต่ไม่ควรใช้การระบาดใหญ่เป็นข้ออ้างในการกีดกันผู้ลี้ภัยออกไป สิทธิในการแสวงหาที่พักพิงจะต้องได้รับการยอมรับและผู้คนไม่ควรถูกส่งกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาอาจเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ยังได้ปรากฏว่า ในยุโรปเต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงต่อคนเอเชีย เช่น มีนักเรียนจากประเทศสิงคโปร์ถูกทำร้ายอย่างสาหัสเนื่องจากประเด็นการแบ่งแยกทางสีผิวในลอนดอน รัฐบาลทั่วโลกจึงควรใช้แนวทางดำเนินการอย่างเข้มงวด (Zero-tolerance) ต่อการเหยียดสีผิว ไม่ว่าจะชาติใด
จากข้อมูลของสื่อ ผู้คนจากอู่ฮั่นต้องเผชิญกับปัญหาการแบ่งแยกและการคุกคามอย่างแพร่หลายในประเทศจีน ทั้งนี้รวมถึงการโดนปฏิเสธจากโรงแรม โดนขังให้อยู่ในแฟลตของตนเอง หรือโดนปล่อยข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ “วิกฤตการณ์ครั้งนี้ควรรวมเราเป็นหนึ่ง ไม่ใช่แบ่งแยก” นอกจากนี้ยังมีรายงานมากมายเกี่ยวกับการต่อต้านชาวจีนหรือชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นๆ รวมทั้งการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเชื้อไวรัส COVID-19 ซ้ำๆ ว่าเป็น “ไวรัสจีน” ในลอนดอน มีนักเรียนจากประเทศสิงคโปร์ถูกทำร้ายอย่างสาหัสเนื่องจากประเด็นการแบ่งแยกทางสีผิว รัฐบาลทั่วโลกควรใช้แนวทางดำเนินการอย่างเข้มงวด (Zero-tolerance) ต่อการเหยียดสีผิว ไม่ว่าจะชาติใด ในขณะนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังใช้โรคระบาดเพื่ออ้างความชอบธรรมต่อนโยบายการแบ่งแยกสีผิว และกำลังพิจารณาออกคำสั่งแบนผู้ลี้ภัยจากเม็กซิโกอย่างเด็ดขาดตามรายงานของสื่อ การออกคำสั่งแบนผู้อพยพอย่างเด็ดขาดดังกล่าวจะขัดแย้งกับข้อผูกพันทางกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยเพียงแต่สร้างภาพร้ายให้แก่ผู้คนที่ต้องการลี้ภัยเท่านั้น คำสั่งแบนแบบเดียวกันนี้ในปี พ.ศ. 2561 ได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วจากศาลทุกแห่งที่พิจารณาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวิกฤตการณ์สาธารณสุขนี้ รัฐบาลต้องป้องกันสุขภาพของประชาชนทุกคน และต้องให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลและความปลอดภัยโดยปราศจากการแบ่งแยก รวมถึงผู้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพหรือไม่ก็ตาม วิธีเดียวที่โลกจะต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้คือด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความร่วมมือระหว่างรัฐ รัฐและประชาชน เพราะ COVID-19 ควรรวมเราเป็นหนึ่ง ไม่ใช่แบ่งแยกหรือถูกตีตราจำกัดสิทธิ์
มาตรการที่เข้มงวดและเด็ดขาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะมนุษย์ทุกคนมีชีวิตและปัญหาที่แตกต่างกัน หนึ่งในหัวใจหลักที่ลืมไม่ได้ในการแก้ปัญหาเพื่อผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็คือ “สิทธิมนุษยชน” เพราะวิธีเดียวที่โลกจะต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้คือความเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย การทำให้เกิดสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ ไม่อาจเป็นจริงได้หากไม่มีความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ รัฐส่วนใหญ่ในโลกให้การยอมรับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งพันธกรณีที่มีต่อความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ รวมทั้งสิทธิด้านสุขภาพ รัฐต้องให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรัฐอื่นและหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อให้ทราบถึงขอบเขตการระบาดของโรคโควิด-19 ในเขตอำนาจของตน และข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบ และข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาที่เป็นไปได้ ถึงแม้หน้าที่และความรับผิดชอบหลักในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองประชาชนที่ถูกคุกคามจากภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเป็นของหน่วยงานในประเทศที่ได้รับผลกระทบ แต่หากมีความจำเป็น รัฐต่างๆ สามารถขอความช่วยเหลือระหว่างประเทศได้ เช่น องค์การอนามัยโลก โดยต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนด้วย

Share