มศว เปิดคณะใหม่  “คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม”

1 ตุลาคม 2561 วันแรกของการเริ่มต้นปีงบประมาณแผ่นดินใหม่ เป็นวันดีเดย์วันแห่งประวัติศาสตร์หน้าสำคัญอีกครั้งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กับวันสถาปนาคณะใหม่ล่าสุด คือ “คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม” ในการบริหารจัดการเพื่อพันธกิจร่วมของคณะสังคมศาสตร์และคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม

ตามมติสภามหาวิทยาลัยที่ได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งส่วนงานใหม่ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มีรองศาสตราจารย์ ดร.ณักษ์ กุลิสร์ หัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจและรักษาการแทนคณบดีคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม โอกาสนี้มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนคณาจารย์และนิสิต ร่วมแสดงความยินดี โดยเฉพาะการแถลงถึงโครงการการบริหารการจัดการเพื่อพันธกิจร่วมกันของคณะสังคมศาสตร์และคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมที่เกิดขึ้นใหม่จากรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตอธิการบดีและที่ปรึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์  เจียรจิตต์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์

ในโอกาสที่อดีตอธิการบดี ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ได้รับเชิญให้มาบรรยายในหัวข้อ “นโยบายของรัฐที่มีต่อสังคมศาสตร์และบริหารธุรกิจเพื่อสังคม” ในวันนี้ ก็เป็นอีกครั้งที่สร้างความตื่นตระหนกชวนให้ขบคิดไม่น้อยถึงข้อมูลใหม่ๆ “…น่าดีใจและตื้นตันใจที่คณะสังคมศาสตร์ยอมให้ภาควิชาบริหารธุรกิจได้แยกตัวออกไปเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ไม่ใช่จะทำได้โดยง่าย น่าชื่นชมผู้บริหารและทุกคนที่ใจกว้าง พอๆ กับที่ชื่อคณะที่จะต้องเติมคำว่า ‘เพื่อสังคม’ เข้าไปได้ น่าชื่นชมทุกคนและท่านอธิการบดีที่เห็นตรงกัน ผมอยากเท้าความไปว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราทำเรื่องอนาคตการศึกษา Future Study อย่างเป็นเรื่องราว และยังมีข้อมูลระหว่างคนรวยกับคนจนที่น่าสนใจ คนรวย 32 คน ครอบครองทรัพย์สินครึ่งโลก ปัจจุบันแม้จะลดลงเหลือ 8 คนครอบครองทรัพย์สินครึ่งโลก แสดงว่าความเหลื่อมล้ำนอกจากจะไม่ลดน้อยลงแต่กลับรุนแรงมากขึ้น มีข้อมูลตัวเลขชี้ชัดมากมาย ในประเทศไทยก็ยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งชัดใหญ่ เรื่องนี้เราพูดกันในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเลยทีเดียว ตัวเลขมีชัด ถ้าเราแบ่งคนรวยกับคนจนออกเป็นขนมชั้น 5 ชั้น คนรวยที่สุด 20 % บน มีรายได้มากกว่าคนจน 20 % ล่างอยู่ 22 เท่า ความต่างของการครอบครองโฉนดที่ดินก็ต่างกันมากถึง 300 เท่า มาใกล้ตัวเราขึ้น ครอบครัวรวยบนส่งลูกทุกคนเข้าอุดมศึกษาหมด ส่วนครอบครัวจนล่างสามารถส่งลูกเรียน แม้มี กยศ. 5 คนจาก 100 ครอบครัว ความต่างของอุดมศึกษา 20 เท่า รายได้ต่าง 22 เท่า โฉนดที่ดินต่าง 300 กว่าเท่า เรามีมหาวิทยาลัยของรัฐอยู่ 79 แห่ง แล้วมหาวิทยาลัยของรัฐนี่ล่ะที่บอกว่าเราดูแลผลิตบัณฑิต ทำวิจัย ทำทุกอย่างเพื่อทำให้คุณภาพของประเทศดีขึ้นแต่เรากลับสร้าง Gab อันนี้ขึ้นโดยไม่รู้ตัว”

“อันนี้เองจึงเป็นที่มาของหลักแนวคิดหรือปรัชญาก่อนที่เราจะไปลงรายละเอียดย่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘บริหารธุรกิจเพื่อสังคม’ ถ้าไม่เติม ‘เพื่อสังคม’ เราจะสอน ‘เพื่อสังคม’ ได้ไหม ผมว่าได้ แต่เราจะทำหนักแน่นเพียงใด ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นการเติม ‘เพื่อสังคม’ ลงไปเราอาจจะไม่สอนเพื่อสังคมก็ได้ แต่อย่างน้อยการเติม มันเป็นเครื่องหมายรับประกันจิตวิญญาณของคณะนี้ ไม่เกี่ยวกับตัวบุคลากรแต่มันจะบอกจิตวิญญาณว่าเราจะทำอย่างมีสมดุลระหว่างสองขาที่ผมเรียนไป พอเราพูดถึงบริหารธุรกิจ เราไม่ต้องอธิบายเยอะ คนจะทราบว่ามันเป็นเรื่องปากท้องของเขา แต่เราจะทำอย่างไรเพราะเรารู้ว่าเขาจะต้องมีความสุขจากธุรกิจที่เขาทำ แต่ผลมันมักไม่เป็นเช่นนั้น เราพบว่าเมื่อเราสอนลูกศิษย์ไปแล้วเขาประสบความสำเร็จ เขามักจะรวยรุนแรงกว่าการที่มีความสุขที่รุนแรง มันไม่เกิดสมดุล ที่มาของชื่อคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มันจึงไม่ใช่เรื่องวาทกรรมหรือเป็นเรื่องสัญลักษณ์ที่ทำให้มันเท่ แต่มันหมายความว่าเราต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง Seriousness ด้วยเหตุนี้เราจึงผลักดันให้คณะสังคมศาสตร์สนับสนุนภาควิชาบริหารธุรกิจ แยกตัวออกมาเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม แล้ววันนี้สิ่งต่างๆ ที่กำลังเดินหน้ามาจาก 4-5 ปีที่ผ่านมา มันสอดคล้องกับสิ่งที่ทำนายไว้ดังต่อไปนี้…”

“ผมขออนุญาตเปิดรัฐธรรมนูญเพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีคนสงสัยว่ามันจริงไหมกับสิ่งที่อาจารย์เฉลิมขัยพูดไว้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้ เพราะสิ่งที่สูงสุดคือรัฐธรรมนูญ  เรื่องการปฏิรูปประเทศ มาตรา 257  พวกเราควรจะไปอ่านถ้าเราอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้นว่าเขาได้เขียนแบบนี้ให้แล้ว เราได้ทำไหมล่ะ เมื่อเขาเขียนเปิดช่องให้แล้ว ดังนี้ ถ้าปฏิรูปได้แล้ว หวังอะไร เขาหวัง 3 Layers คือ Layer อันดับแรกเขาอยากให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภาษาที่ผมชอบมากคือ ‘พัฒนาแล้วต้องมีความพัฒนาสมดุลกันระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุและการพัฒนาด้านจิตใจ’ ภาษาอย่างนี้ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อนเลย ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นครั้งแรก ผมก็ดีใจมากว่านี่คือจิตวิญญาณของสองขานี้ล่ะ ทวนอีกครั้ง ความสมดุลการพัฒนาด้านวัตถุและการพัฒนาด้านจิตใจ พอมาถึง Layer ที่สอง รัฐธรรมนูญนั้นเขียนว่า สังคมนั้นต้องมีความเป็นธรรม ต้องขจัดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราผลิตบัณฑิต เราทำงานวิจัย ทำงานบริการวิชาการแล้วมีแต่รวยขึ้นๆ มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่จิตสำนึกสาธารณะไม่ได้ตามมา คือเราล้มเหลว ในลำดับสุดท้ายคือในระดับประชาชน คือให้ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนร่วมในการปกครองประชาธิปไตยที่ดี”

“คราวนี้แผนปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญก็บังคับให้ทำแผนปฏิรูปประเทศ มีทั้งหมด 11 ด้าน ถ้าบวกด้านการศึกษาเป็น 12 ด้าน เวลาที่เราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ด้านสังคม เขาพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำเขาพูดหมด ผมเลยไม่ต้องพูด แต่พอเวลาที่เขาจะพูดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ เขาจะพูดว่าอย่างไร เขาเขียนไว้ว่า ‘ต้องสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจเพื่อสังคม’ น่าภูมิใจนะครับที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒของเรา เราจัดตั้งคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม เกิดก่อนที่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติคำว่า Social Enterprise หรือ SE เราทำก่อน กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ กว่าจะมีคณะนี้ได้ เราทำเรื่องนี้มาถึง 10 ปี ในวันนั้นยังไม่มีใครในระดับประเทศให้ความสนใจเรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกิจการเพื่อสังคม หลายคนก็บอกว่าถ้าเราตั้งชื่อคณะเป็นแบบนี้ มหาวิทยาลัยเดินหน้าไปแบบนี้แล้วประเทศไม่เอาแบบนี้ พวกเราไม่ out of date หรอกหรือ วันนี้พวกท่านเห็นแล้วนะครับว่ารัฐธรรมนูญที่ปรากฏ เขียนคำว่า Social Enterprise ครับ เขียนในรัฐธรรมนูญไม่ใช่เขียนเฉพาะในแผนปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เขียนเฉพาะใน ครม. รัฐธรรมนูญจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนมากกว่าพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ยังเขียนอีกว่า จะต้องสร้างกลไกเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานและการประกอบอาชีพของประชาชน จะขอยุ่งกับกฎหมายไว้แค่นี้นะครับ”

“บริหารธุรกิจเพื่อสังคมจะสอนอะไร เราก็ต้องมาฟังคำที่น่าตื่นเต้นคำหนึ่ง ก็คือคำว่า ‘เทคโนโลยีปั่นป่วน’ หรือ ‘เทคโนโลยีพลิกโฉม’ หรือ ‘เทคโนโลยีพลิกผัน’ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะยังไม่รู้จะใช้คำไหน แต่ภาษาอังกฤษใช้คำเดียวกันคือ Disruptive Technology หรือ Technology Disruption ทำไมมันเป็น tive ทำไมมันเป็น ion นิสิตเช็กด้วยนะครับ แล้วแต่เราจะเลือกใช้ สิ่งที่กระทบอาจารย์มากที่สุดคือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ หรือ ‘Artificial Intelligence มันจะยุ่งมากถ้าอาจารย์พยายามสอนหนังสือแล้วทำวิจัยที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ทำได้แต่ยังสู้เราไม่ได้ เราเข้าสู่อันตรายเพราะ AI มันถูกพัฒนาทุกวัน การเล่นหมากรุกโลก AI แพ้มาโดยตลอดกับแชมป์โลกหมากรุก แต่ทุกครั้งที่แพ้เขาจะใส่ข้อมูลเข้าไปว่าเขาแพ้ตรงนี้ตรงนั้น พอแข่งปีถัดไปเขาก็แพ้ตรงนั้นเขาก็ใส่ข้อมูลแก้จุดที่แพ้ไปเรื่อยๆ แบบนี้จนไม่มีข้อจุดอ่อนให้เขาแพ้ได้อีกเลย หลังจากนั้น AI ปัญญาประดิษฐ์ก็ชนะแชมป์โลกหมากรุก วันนี้ AI เจาะเลือดเก่งกว่าพยาบาลที่เจาะเลือดเก่งที่สุดแล้ว AI เล่นเปียโนเก่งกว่านักเล่นเปียโนที่เก่งที่สุดในโลก คณาจารย์ในอุดมศึกษาจะสอนอะไรที่ AI สอนไม่ได้ในอนาคต วันนี้ท่านสอนได้แต่ AI ยังสอนไม่ได้ ผมจะพูดให้ห่างตัวพวกท่านนิดหนึ่งนะครับ ถ้าหมอคนไหนก็ตามอยู่ที่คลินิกเบาหวานแล้วไม่ตรวจคนไข้เลย ได้ใบเจาะเลือดของคนไข้มาว่าน้ำตาลเท่าไหร่แล้วใช้ความรู้ที่เรียนมาซึ่งหมอก็เก่ง แล้วก็เขียนสั่งยาครึ่งเม็ดเพราะน้ำตาล 120 พอน้ำตาลอยู่ในช่วง 150 ก็สั่งยา 1 เม็ด พอน้ำตาลอยู่ในช่วง 180 ก็สั่งยา 2 เม็ด ถ้าหมอโรคเบาหวานคนไหนทำแบบนี้ ภายในอีก 5 ปี โรงพยาบาลจะไม่จ้างหมอเพราะ AI จะสั่งยาได้แม่นยำกว่าหมอตามเลข 120 150 180 ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าท่านสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยโดยใช้ Knowledges เป็นหลัก ใช้ Evidence Bases เป็นหลัก ใช้ Statistics เป็นหลัก ท่านจะแพ้ AI ในเวลาอีกไม่นาน เราทราบจาก Supply Side ตามที่เราเคยเป็นมา เช่น อาจารย์สะดวกที่ห้องไหน เวลาไหน เด็กมาเรียนที่นั่น แต่ที่จอร์เจียเท็กซ์เราเปลี่ยนใหม่ เด็กสะดวกเวลาไหน เด็กอยากเรียนวิชาอะไร อาจารย์มา จอร์เจียเท็กซ์จะทำ เกิดการเปลี่ยนแปลง อาจารย์มีเวรเหมือนหมอเหมือนพยาบาล เข้าเวร  แล้วเด็กก็จะเลือกเรียน เด็กชอบมากจอร์เจียเท็กซ์ จนจบภาคการศึกษาก็มีการให้คะแนน Ranging ว่าอาจารย์คนไหนเป็นอาจารย์ในดวงใจของนิสิต ถามได้ทุกเวลา บอกไม่เคยพลาด แก้ปัญหาส่วนตัวให้ด้วย เรื่องแฟน เรื่องอกหัก เรื่องเงิน ก็ปรากฏว่า ดร.จิลล์ วอลล์สัน ได้ Rank อันดับหนึ่ง คนก็ชื่นชมกันมาก ถัดมาพอหมดเทอมที่ 2 ก็ทำแบบนี้อีกก็ได้อีก จนประกาศออกมาว่า จิลล์ วอลล์สัน ไม่ใช่คนนะ จิลล์ วอลล์สัน เป็น ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence ซึ่งเป็นการทำให้เห็นภาวะคุกคามต่อมนุษย์ใกล้ตัวกว่าที่เรานึก  ผมพูดเรื่องดิจิทัลแพลทฟอร์มว่าไม่ได้ทำให้อาจารย์มีความสำคัญลดน้อยลงเลยนะครับ ไม่ทำให้อาจารย์หมดคุณค่าเลยถ้าอาจารย์จะไม่ทำแข่งกับ AI ก็หมายความว่าในเรื่อง Knowledge และ Wisdom  AI จะแย่งทำ แต่อาจารย์ต้องปลูกฝัง ‘แรงบันดาลใจ’ ต้องสร้าง Character หรือบุคลิก ต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ ต้องพูดถึงเรื่องโอบอ้อมอารี ครูจึงมีบทบาทในการอบรมบ่มนิสัยในการศึกษาขั้นพื้นฐานเคียงข้างไปกับดิจิทัลแพลทฟอร์มแห่งชาติ”

“และตัวที่เรากำลังออกมานี้นะมันเปลี่ยนจาก Contents Base ไปเป็น Competency – Based Management เปลี่ยนเสร็จแล้วครูบาอาจารย์ห้าแสนกว่าคนก็จะตกใจว่าแล้วพวกเราจะสอนอะไรกันต่อไป ผมบอกว่าพอแก้ดิจิทัลแพลทฟอร์มแห่งชาติแล้วนะครับ ท่านจะยิ่งมีความสำคัญในความเป็นครูมากขึ้น เพราะท่านจะพบว่าเด็กมีเวลาเหลือมากขึ้นเพราะครูมีหน้าที่ในการทำให้เขาเป็นคนดี ทำให้เขามีความสุข อยู่ในสังคมที่จะเป็นดิจิทัล Excellence ถ้าท่านสอนบริหารธุรกิจแล้วไม่สอนเพื่อสังคม AI จะสอนแทนที่ได้หมดทุกกระบวนวิชา แต่ถ้าท่านสอนในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ไม่มี แต่คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมจะไปช้าที่สุดเพราะมันปลูกฝังจิตวิญญาณเพื่อสังคม ซึ่ง AI ทำไม่ได้และมีผลประโยชน์กับประเทศชาติสูงมากด้วย เป็นการ Survive ประเทศชาติ ซึ่งผมไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่อง SE มากนัก ถ้าใครไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็ควรมาคุยกับคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม ผมอยากให้เชื่อมโยงว่าถ้าท่านทิ้งคณะสังคมศาสตร์เมื่อไหร่ หรือห่างจากคณะสังคมศาสตร์เมื่อไหร่ ท่านจะเป็นไก่ได้พลอยหรือใกล้เกลือกินด่างทันที มันเป็นเรื่องของสังคมศาสตร์ที่ต้องมีการบูรณาการ มันเป็นอนันตะอย่างที่คุณหมอประเวศ วะสี กล่าว คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมปล่อยมือจากคณะสังคมศาสตร์ไม่ได้ อยู่ห่างก็น่าเสียดาย ควรจะเกาะเกี่ยวความรู้สึกดีๆ ต่างๆ เหล่านี้เอาไว้เพราะเป็นเรื่องของคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน วิจัยร่วมกัน ท่านจะเป็นผู้เชี่ยวชาญแข่งกับมหาวิทยาลัยที่มีแต่คณะบริหารธุรกิจและไม่มีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนั้นจะตามหลัง วันนี้เราก็มียังมีข่าวที่น่ายินดีว่า Time Higher Magazine ได้ทำการ Rankings มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับของโลก มศว เราทำฐานเรื่องนี้มาได้ดี มศว อยู่ใน Top 14 ของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ลำดับที่ 14 ใน 15 อันดับต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยไทยมีเป็นร้อย เราจะเข้าสู่ Top Ten ได้ไม่ยากเลยด้วยการจับสองขาที่ผมกล่าวมาบูรณาการกัน Social และ Science เรามีคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มีคณะสังคมศาสตร์ ไม่ได้มีคณะบริหารธุรกิจและไม่มีคณะสังคมศาสตร์”

การใส่คำว่า ‘เพื่อสังคม’ ลงไปที่ชื่อคณะบริหารธุรกิจนี้เพราะถ้าไม่มีคำว่าเพื่อสังคม เราจะหลงทิศทางหรือเราอาจจะไปไม่รอดและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ การของบประมาณต่างๆ ในอนาคตและสอดคล้องตอบโจทย์ความเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมของ มศว ของเรา ซึ่งการที่เราจะมีคณะใหม่ขึ้นและโดยเฉพาะได้แยกตัวออกมาจากคณะสังคมศาสตร์ได้นี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียว เป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควรถ้าเราไม่มีผู้บริหารคณะที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ถ้าเราไม่มองประโยชน์ส่วนตัวมากจนเกินประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเราทุกคนไม่อะลุ่มอล่วยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าคณาจารย์ทุกคนนิสิตทุกคนไม่เข้าใจว่าคณะใหม่จะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่คณะสังคมศาสตร์ได้อย่างไร ตลอดจนช่วยให้สิ่งที่เรากำลังหวั่นเกรงกันในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การลดช่องว่างทางโอกาสของการศึกษา การสร้างงานสร้างอาชีพและลึกไปกว่านั้นคือในอนาคตนั้น เราทุกคนจะหลีกเลี่ยงหรือไม่คิดถึงคำว่า ‘เพื่อสังคม’ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของการใช้ชื่อว่า คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม

ด้าน รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี ก็กล่าวให้เห็นความสำคัญของการจัดตั้งคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ว่า “เป็นคณะเพื่อสังคมประเทศชาติของเรา เพราะจะไม่มีคำว่า ‘เพื่อสังคม’ นั้นไม่ได้ เพราะในอนาคตนโยบายของรัฐจะเป็นเรื่องของกิจการเพื่อสังคมและเป็นการทำให้เกิดความคล่องตัวในการขอเสนองบประมาณเพื่อนำมาบริหารจัดการของคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมได้ ทำให้มหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมอย่างยั่งยืนขึ้น ซึ่งเราเป็นมหาวิทยาลัยที่เริ่มต้นเรื่อง ‘กิจการเพื่อสังคม’ เริ่มต้นเรื่องการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมก่อนมหาวิทยาลัยอื่น เราจะเป็นม้าตีนปลายไม่ได้ เราต้องเป็นม้าตีนต้นๆ ให้ได้เพราะเราสู้อุตส่าห์ทำเรื่องนี้มาก่อนมหาวิทยาลัยไหนๆ เลยก็ว่าได้ จะให้ใครมาหายใจรดต้นคอเราไม่ได้ การที่เราได้ทำให้การแยกคณะใหม่นี้ออกมาจากคณะสังคมศาสตร์ได้เป็นผลสำเร็จนี้ เราทำกันอย่างมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกันของทั้งสองคณะ ก็ต้องขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่านรองแผนฯ คุณหมอวีระศักดิ์ จรัสชัยศรี และท่านรองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ลัดดาวัลย์ ผิวทองงาม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ซึ่งที่สุดกระบวนการจัดตั้งส่วนงานใหม่ตามระเบียบการจัดตั้งหน่วยงานของมหาวิทยาลัยก็มีมติให้เริ่มต้นจริงๆ คือวันเริ่มต้นปีงบประมาณที่จะเป็นอิสระได้เพื่อจะใช้การแยกตัวได้อย่างสมบูรณ์คือ วันที่ 1 ตุลาคม 2561 แต่อย่างไรก็ตามก็ให้มีความเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะแยกขาดจากกันคงไม่ได้ ช่วยกันนี่คือช่วยมหาวิทยาลัยในการที่จะทำอะไรก็ตามที่จะรับใช้สังคมของเรา ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่าคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมจะดำรงความเป็นคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อรับใช้สังคมได้ โดยมีหลักสูตร มี Short Course อบรมให้กับภาคธุรกิจของสังคมไทยเราต่างๆ ได้ ซึ่งมี SMEs ไม่น้อยที่สนใจเรื่องของธุรกิจเพื่อสังคม คณะนี้ก็จะช่วยได้มาก ช่วยสังคม ช่วยชาติ และช่วยมหาวิทยาลัยให้สามารถเจริญก้าวหน้าในการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมได้อย่างยั่งยืน”

เวลานับจากนี้ไป จะเป็นเวลาแห่งการพิสูจน์ที่เราชาว มศว ทั้งครูทั้งนิสิตทั้งบุคลากร ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันว่าเรามาถูกทางแล้ว และต้องทำให้ชื่อเสียงของ มศว ติดอันดับ 1 ใน 10 World University Rankings ให้จงได้ด้วยการมีคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญและมีความเชื่อมโยงกับนโยบายประชารัฐ ซึ่งจะต้องทำในสิ่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “เพื่อสังคม” เป็นที่ตั้ง

ภัทรพร หงษ์ทอง : ข่าว
กฤชสุวัชร์ ประโยชน์พิบูลผล : ถ่ายภาพ

Share

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น