ไทยแซบ

ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ร่วมกับ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมแสดงจำหน่ายสินค้า กิจกรรมทดสอบตลาด กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ภายใต้โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในระหว่างวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2563 ณ อาคารนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช
บัวศรี มศว ประสานมิตรโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล รักษาการแทนอธิการบดี มศว เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวให้กำลังใจสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวว่าขอให้ประสบความสำเร็จ “กิจกรรมไทยแซบนี้ เป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐร่วมกับชุมชนที่มีอัตลักษณ์ มีภูมิปัญญา จึงเท่ากับว่าส่งเสริมวัฒนธรรมไทยด้วยและมีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีมาร่วมการสนับสนุนให้สินค้าไทยเรามีคุณค่า มีการสร้างสรรค์ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพด้วยประกอบกับการได้รับการพัฒนาองค์ความรู้จากนักวิชาการ ขยายโอกาสในการพัฒนาสินค้าให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด กิจกรรมครั้งนี้จึงช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อได้มาพบกันในการทดสอบตลาดได้จริง”

ด้าน อาจารย์ ดร.ปรารถนา คงสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มศว ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมนี้ว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่มหาวิทยาลัยโดยศูนย์บริการวิชาการ ได้รับความไว้วางใจจากกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ให้สามารถขยายกลุ่มผู้บริโภคไปสู่เชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น มีทั้งหมด 50 กว่าราย ได้แก่สาขาผ้าและเครื่องแต่งกาย สาขาของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก สาขาอาหารสำเร็จและสมุนไพร ผลงานที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับความร่วมมือจากวิทยากรของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มศว ลงพื้นที่ช่วยพัฒนาสินค้ากับชุมชนเชิงลึก ส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ของชุมชนมีความน่าสนใจมากขึ้นจากที่มีรากฐานการสร้างสรรค์มาจากภูมิปัญญาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิตเองด้วย”

 

โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น คือ ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากเศษหนังของ THUNSUDA LEATHER ซึ่งคุณกิตติพงษ์ ปงผาบ ผู้ประกอบการ อธิบายถึงจุดเด่นของแบรนด์ THUNSUDA  เครื่องหนังธัญสุดา(กระเป๋าหนัง) | สินค้า Otop ระดับ 5 ดาว จากบางบัวทอง นี้ว่า “เราได้นำเอาเศษหนังมาเป็นต้นทุนในการผลิตใหม่ ด้วยฝีมือในการกลัดและเชื่อมต่อแผ่นหนังที่ตัดเจาะมาเป็นรูปทรงดอกเล็กๆ เกิดเป็นหนังผืนที่น่าสนใจและสร้างมูลค่าขึ้นมาอีกหลายเท่าตัวใน Collections ต่างๆ ที่เคยทำมาแล้วก็มีดอกนนทรี ดอกไม้ประจำจังหวัดนนทบุรี
  

THANSUDA DESIGN  เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราใช้เศษหนังวัวมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ แฟชั่นแม้แต่ชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง ของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ นอกจากกระเป๋าที่ตอนนี้เราสร้างสรรค์การออกแบบใหม่ให้มีลูกเล่นเทคนิคของการผลิตชิ้นงานด้วยมือ มีสไตล์ที่เรียบง่าย ผู้ที่ชื่นชอบกระเป๋าหนังที่ต้องการความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ก็จะเห็นว่างานของเราสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน เป็นการผสมผสานหนังลายสาน หนังเรียบ ให้ดูแปลกตา เท่ โดดเด่น เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ได้นำเศษหนังมาเจาะลายและต่อเข้าด้วยกันโดยเทคนิคการกลับหนังให้เกิดเป็นลวดลายใหม่ที่มีความเก๋ทันสมัย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการเข้าล็อคหรือการเชื่อม ยึดชิ้นงานแบบงานช่างไม้โบราณโดยไม่ใช้ตะปูหรืออะไรเลย”
      นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้า Otop 5 ดาวของชุมชนต่างๆ มาร่วมแสดงกิจกรรมทดสอบตลาดมากมายหลายประเภท อาทิ เปลญวนของชุมชนบ้านแม่พระประจักษ์ จังหวัดสุพรรณบุรี เปลญวนเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวไทยเชื้อสายญวน ม.4 บ้านแม่พระประจักษ์ ซึ่งสืบทอดกันมานานกว่า 100 ปี โดยการทำครั้งแรก จะทำจากผักตบชวา ซึ่งจะหาได้ในแหล่งน้ำลำคลอง แต่ตอนนี้เปลญวนกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านแสนเก๋ ซึ่งเมื่อแบรนด์ TIE & KNOT หยิบงาน Crafts จากชุมชนในสุพรรณบุรีมาปรับลุคให้ทันสมัย มรดกภูมิปัญญานี้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นรุ่นที่ 3 นี้ ก็ได้พัฒนาด้ายฝ้ายที่เป็นเกลียวและย้อมสีมาแล้วจากโรงงานทอผ้า มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น เปลฮาวาย โคมไฟ ชิงช้า เตียงชายหาด ซึ่งเสน่ห์ของเปลญวนที่บ้านแม่พระประจักษ์ก็คือ ลายเตียว (ในภาษาญวน) เป็นลายสานที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมคล้ายการถักเปียไขว้ปมถี่ๆ ไม่เหมือนเปลญวนทั่วไป

การที่จะรักษาภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่ต่อไป เราจำเป็นต้องที่เห็นคุณค่าในสิ่งนั้น ไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเหล่านี้เท่านั้น หากยังเป็นความรักใคร่กลมเกลียวในชุมชนที่ร่วมมือร่วมใจกันสืบทอดวัฒธรรมอันดีงาม เมื่อเรามองเห็นคุณค่า เราก็จะอยากรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด การทำงานกับชุมชนจะไม่ใช่การออกแบบมาสำเร็จ แล้วเอาแบบมาวางให้คนในชุมชนทำ แต่เป็นการช่วยกันคิดช่วยกันทำ แลกเปลี่ยนความรู้ งานที่ออกมาจึงจะมีความเป็นชุมชนมาก ที่สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนให้ได้อย่างมีความสุขและร่วมสมัยทุกกลุ่มเป้าหมาย นี่คือดัชนีวัดความสำเร็จของกิจกรรมทดสอบตลาดในวันนี้

 

Share