มุมมองของคณบดีอัญชลี “มนุษยศาสตร์มุมมองใหม่กับการเรียนภาษาสู่สากล”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี จันทร์เสม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องมุมมองมนุษยศาสตร์กับการเรียนภาษาในมิติใหม่ เพื่อนำพาคณะมนุษยศาสตร์ในความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารสูงสุดของคณะไปสู่ก้าวใหม่ในความปกติใหม่ที่ไม่ปกติหรือ New Normal ในวันนี้
“เริ่มรับตำแหน่งคณบดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 แต่จริงๆ ก็ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนเป็นรองคณบดี พอเป็นคณบดีแล้วก็มีงานที่ริเริ่มให้กับคณะมนุษยศาสตร์ที่ทำไปแล้วอย่างปัจจุบันทันด่วนเลยคือ ให้นิสิตในหลักสูตรนานาชาติมีบทบาทโดยการผลิตสื่อออก YouTube เป็น Gimmick เล็กๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาในแต่ละชาติ ทั้งหมด 9 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เขมร เวียดนาม ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศที่เราสอนให้กับนิสิตคณะมนุษย์เราอยู่แล้ว ถ้าถามว่าภาษาไหน Top Hit ก็คือเยอรมันอาจเพราะค่านิยม แต่ภาษาตะวันออกก็มีมาแล้ว จีน เกาหลี ญี่ปุ่นก็มาตลอดแต่ก็กินกันไม่ลงเพราะมันสังกัดอยู่ภายใต้สาขาภาษาตะวันออกและก็เลือกวิชาเฉพาะทางก็คือวิชาเอกนั่นแหละมันก็ยังฮิตของมันอยู่ แต่พอเปิดหลักสูตรนานาชาติ ตอนนี้หลักสูตรนานาชาติหลักสูตรหนึ่งเพิ่งจะครบปี 4 ในปีการศึกษา 2563 นี่ล่ะ จะมีเอกให้เลือกคู่ อังกฤษคู่กับเยอรมัน อังกฤษคู่กับฝรั่งเศส อังกฤษคู่กับเวียดนาม อังกฤษคู่กับเขมร ตรงนี่นี่ล่ะที่บอกว่าคนฮิตเรียนเยอรมัน แต่เดิมภาษาเยอรมันไม่เคยเป็นวิชาเอก ท่านคณบดีท่านเดิมท่านเขียนหลักสูตรให้เป็นคู่แบบนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อจับคู่ภาษากันแบบนี้ก็ทำให้การเรียนภาษาต่างประเทศมีความเป็นสากลและมีความได้เปรียบทางภาษามากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการประชาสัมพันธ์หลักสูตรภาษาของคณะ คือพูดง่ายๆ เราขายหลักสูตรได้ดีได้ง่ายขึ้น ตรงใจผู้เรียนมากขึ้น รับนิสิตได้เยอะมากขึ้น ปีละ 120 คน อังกฤษนี่จริงๆ แล้วเราอยากให้เลือกแค่ 40 เท่าๆ กัน คืออังกฤษเยอรมัน 40 อังกฤษฝรั่งเศส 40  แต่มันไม่เป็นไปตามนั้นเพราะความนิยมภาษาเวียดนามมันยังไม่ถึง ก็เลยต้องปรับเปลี่ยน อันนี้ตอบคำถามว่าตอนนี้เราจะทำหลักสูตรอะไรนั้นนะคะ

สิ่งที่ทำแล้วเรียกว่าเป็นความแปลกใหม่ของคณะมนุษย์เราตอนนี้คือ บอกให้นิสิตทำคลิปวิดีโอสั้นๆ ลง You Tube มันเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้ เช่น ตอนที่จะมีงานวันวาเลนไทน์ เด็กเอกญี่ปุ่นก็จะพูดที่มาทางวัฒนธรรมความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ในสไตล์ญี่ปุ่น ส่วนถ้าเป็นการทักทายภาษาง่ายๆ เยอรมัน ฝรั่งเศส เขาก็ออกคลิปวิดีโอออกมาสั้นๆ คือมีทั้ง 9 ภาษานั่นล่ะค่ะ ภาษาไทยจะน้อยหน่อยเพราะเป็นภาษาแม่เราแต่ก็มีและได้รับความสนใจอยู่พอสมควร คืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้นิสิตเขารู้ว่าเขามีบทบาทในเรื่องการเรียนภาษาด้วยตัวเขาเอง คือสิ่งที่ออกไปแล้วและเป็นความเกี่ยวพันกันของบทบาทนิสิตและหลักสูตรใหม่ที่เราให้ความสำคัญ นี่คือสิ่งที่นิสิตทำออกมาได้

แต่พอมาช่วงโควิด-19 มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ สิ่งแรกที่เราทำ คณะเราทำคือการเสวนาออนไลน์ ออกไปหลายตอนหลายเรื่องแล้ว เช่น เรื่องเล่าจากความปกติใหม่ที่เป็น Season แรกคือมุมมองของอาจารย์ว่า ความปกติใหม่คืออะไร หรือความใหม่ที่ไม่ปกติ เราก็เอาภาษามาเล่นได้ พอ Season 2 เราเอาอาจารย์ต่างชาติเข้ามาถ่ายทอดพูดคุยกันว่าจะเรียนจะสอนอย่างไรในแบบออนไลน์ และมีเรื่องเล่าจากห้องเรียนออนไลน์ตามสไตล์มนุษยศาสตร์ ปล่อยออกมาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเราจะมี Season 3 คือ ความปกติใหม่ระหว่างมนุษยศาสตร์ มศว กับ อาเซียนและอื่นๆ  เราจะประเดิมด้วยอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยดานัง จัดเสวนาผ่านทาง Zoom เป็นความปกติใหม่ที่เกิดขึ้น on Campus ของทั้ง 2 ที่ หลังจากนี้เราจะมีญี่ปุ่นและอเมริกา อังกฤษ จากมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮมจะค่อยๆ ตามมา คือเราคิดว่ามันอยู่กับที่ไม่ได้เพราะคณะมนุษยศาสตร์ปกติมันก็เป็นอะไรที่มองภาพรวมแล้วก็เป็นการเรียนการสอนแบบในห้องเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆ เรามีโลกกว้าง สิ่งที่เป็นองค์ความรู้ไม่เฉพาะทางด้านภาษาแต่หมายรวมถึงความเป็นมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ ซึ่งมันสำคัญและใหญ่มาก ยิ่งพอมาถึงยุคดิจิทัลหรือยุคที่สื่อโซเชี่ยลมันมาแรง เข้ามามีอิทธิพลบทบาทในชีวิตปกติของมนุษย์เราแทบทุกคนนี่ เราจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้แล้ว ยิ่งพอมองว่าโควิดมาแพร่ระบาดนี่ ช่วงแรกๆ อาจารย์ก๊อกสั่นขวัญแขวนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ คือการสอนภาษาต่างประเทศทางออนไลน์ แต่ตอนนี้ก็พิสูจน์กันแล้วว่าได้ แต่ว่าอาจารย์ต้องปรับตัวกันเยอะ ระหว่างนี้เราก็ทำออกมาอีก 3 หลักสูตร

2 หลักสูตรแรกก่อนค่ะ ในเมื่อภาษาเขมรและเวียดนามมันไม่สามารถ Match ได้กับภาษาอังกฤษอันเนื่องมาจากค่านิยมของนิสิตหรือผู้ปกครองก็แล้วแต่ เขาอาจจะไม่ชอบหรือมองภาพไม่ออกเพราะเขาลืมไปว่ามันคือเอกภาษาอังกฤษนะแต่มันกลายเป็นเอกควบจับคู่ คือ double ภาษา major แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราก็เลยดึงภาษาเขมรและเวียดนามออก มาขึ้นใหม่เป็นหลักสูตร ภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน กำลังยื่นเสนอหลักสูตรตามระบบระเบียบและคาดว่าจะเปิดรับนิสิตได้ในปีการศึกษา 2564 ที่จะถึงนี้ค่ะ เป็นหลักสูตร Bilingual คือมีเรียนภาษาไทยบางส่วนและไปเรียนภาษาเป้าหมายไปเลย ซึ่งจะมีวิชาบังคับคือ อาเซียนศึกษา บทบาทอาเซียนบนเวทีโลกและก็เฉพาะทางคือเรียนภาษาอาเซียน พม่า ลาว เวียดนาม เขมร  เป็นของใหม่ค่ะ เสร็จแล้วภาษาเอกคู่ที่พูดไปเมื่อครู่นี้ ในเมื่ออังกฤษกับฝรั่งเศสแล้วก็เลยเติมจีนลงไปอีก เลยมีคู่ภาษาใหม่เกิดขึ้น คือ อังกฤษคู่กับภาษาจีน และคาดว่าจะมาแรงแซงโค้ง อังกฤษคู่กับจีนถามว่ายากไหม ยาก  เราปรับให้เป็นการใช้ภาษาเพื่อการใช้งานได้จริงก็ไม่ยากค่ะ อาจจะลดบางอย่างแต่เพิ่มเรื่องของการสื่อสารภาษาเพื่อธุรกิจ เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารในเชิงธุรกิจเพราะชื่อหลักสูตรว่า ภาษาเพื่อการสื่อสาร ส่วนอีกหลักสูตรหนึ่งที่กำลังเข้าสู่กระบวนการเหมือนกันและคาดว่าจะรับนิสิตได้ในปีการศึกษา 2564 นี้เหมือนกันคือหลักสูตรที่มีชื่อว่า ไทยศึกษา Thai Study  เรียนเกี่ยวกับความเป็นไทยแบบอินเตอร์ ตั้งธงไว้ว่า รอบรู้ศาสตร์และศิลป์แผ่นดินไทยสู่สากล  เด็กก็จะเรียนเกี่ยวกับระบบสังคมไทย การทำธุรกิจในเมืองไทย ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับศาสนาในสังคมไทย แนวโน้ม Modernization ของไทย บทบาทของไทยในประชาคมโลก วัฒนธรรมไทย มันเหมาะกับคนที่เป็นคนต่างชาติที่เข้ามาแลกเปลี่ยนหรือคนที่อยากเรียนอะไรๆ ที่เป็นไทยเพื่อไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของเขาหรือเขาต้องการทำ Start Up ในเมืองไทย ชาติไทยชาติไหนก็เรียนได้ค่ะ
ส่วนอีกหลักสูตรหนึ่งคือการบูรณาการหลักสูตรเข้าด้วยกันกับของคณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติคือหลักสูตร ภาษาเพื่ออาชีพ คือเรามีอยู่แล้วที่เน้นอยู่ 2  Track ใหญ่ๆ คือเด็กจะเรียนเน้นทางด้านการบริการการท่องเที่ยวและโรงแรม เราจะเพิ่มภาษาเพื่อการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์เข้าไปค่ะ คือ Science Communication จะผลิตคนที่สามารถใช้ภาษาในแวดวงวิทยาศาสตร์ได้ เช่น  Aging Society ทำให้นิสิตที่เรียนจบสามารถสื่อสารนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ได้ จะไปช่วยธุรกิจบริษัทเอกชนได้
ภาษาในมุมมองและวิสัยทัศน์ของตัวเองเลยคือต้องเลือกใช้ว่าอะไรที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน มีความเป็นสากลก็ใช้ก็ปรับ ส่วนอะไรที่เป็นของเก่าก็เลือกมาใช้ การเรียนภาษาในมุมมองใหม่จึงจะไปได้ไปรอดได้ ที่มันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมปัจจุบันเพราะมันไม่มีการบูรณาการแต่ไม่ใช้ยกของเก่ามาทั้งแท่ง คืออยากให้ภาพลักษณ์ของการเรียนภาษาของคณะมนุษยศาสตร์เปลี่ยนไปจากค่านิยมความเชื่อมั่นยึดติดเดิมๆ ว่า เด็กที่เรียนคณะมนุษย์นี่เป็นพวกที่ไม่รู้จะเรียนอะไรได้แล้ว โบราณ มีเด็กกี่เปอร์เซ็นต์ที่อยากเป็นอาจารย์นะ ก็อยากให้รู้ว่าเรียนภาษาเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์มันมีความเป็นสากล
ในเมื่อสถานการณ์โควิดทั่วโลกตอนนี้ยังไม่ดีขึ้น การจัดงานวันเกิดคณะก็คงต้องเป็นรูปแบบใหม่แบบ New No0rmal ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ เป็นปีที่ 45 จะเป็นครั้งแรกที่คณะมนุษยศาสตร์จะจัดงานวันเกิดคณะแบบ Social ทั้งหมด แม้กระทั่งพระเทศน์ผ่าน Zoom มาในเรื่องมนุษยศาสตร์เชิงธรรมะแล้วก็จะมีการเสวนาของศิษย์เก่า เพราะศิษย์เก่ามีบทบาทมีความสำคัญต่อคณะมนุษย์เรามาก เราให้ความสำคัญเพราแต่เดิมยังไม่มีความแข็งแรง ในฐานะคณบดีก็อยากทำตรงนี้ด้วยเลยตั้งรองคณบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ไม่อยากให้เงียบ เลยวันงานวันเกิดจะเชิญศิษย์เก่าในวงการต่างๆ มาพูดว่ามนุษยศาสตร์ในยุคนี้เป็นอย่างไร ต้องอยู่อย่างไรกันแน่ เราจะมีกิจกรรมผ่านสื่อโซเชี่ยลแทนลองดูสักครั้งมันต้องดิจิทัล
ตอนนี้เรามีหลักสูตรทั้งหมด 18 หลักสูตรที่ Active อยู่เพราะจะมีเปิดมาใหม่อีก 2 เป็น 20 หลักสูตรและเป็นร่างหลักสูตร ป.โท อีกที่คิดว่าจะรับตอนปี 2565 คือภาษาและการสื่อสารสากล เอาภาษาแบบที่ไม่ใช่ภาษาศาสตร์เพียวๆ แต่เผอิญเอก ป.โท ในสาขาของเราเปลี่ยนเป็นภาษาดิจิทัล จิตวิทยายังมีอยู่ ปรัชญาและศาสนายังมีอยู่แต่ต้องปรับเปลี่ยนใหม่บ้างเพราะปีนี้มีข้อมูลสะท้อนออกมาว่าเด็กไม่เรียนปรัชญาและศาสนา ทำให้ต้องปรับอาจจะขอคำว่าปรัชญายังคงไว้แต่อาจจะเป็นปรัชญาและการแก้ปัญหาเพราะปรัชญาเขาเน้นการคิด เรียกว่าโควิดนี่มันท้าทายมนุษยศาสตร์และสังคมมากค่ะ
ปรัชญาการทำงานที่ตั้งธงไว้คือ เสริมสร้างภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย นิสิตทุกศาสตร์สามารถใช้ภาษาอังกฤษ บัณฑิตโดดเด่นด้านความสามารถ เพิ่มมิตินานาชาติให้มหาวิทยาลัย ซึ่งเราจะไม่ทิ้งการเรียนการสอนเพราะนั่นคือหน้าที่หลักของคณะแต่นี่เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องว่านิสิตทุกศาสตร์สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพราะคณะมนุษยศาสตร์เป็นคณะที่บังคับการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าคณะอื่น เราเรียกว่าเป็นการเรียนภาษาเพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกอาชีพทุกสาขาต้องเรียนเพิ่ม ไหนจะวิชา SWU ที่มหาวิทยาลัยบังคับ ไหนจะวิชาภาษาอังกฤษของแต่ละสาขา และมีภาษาอังกฤษของคณะอีกล่ะ เราจะเชื่อว่ามันจะช่วยได้บ้าง ส่วนเรื่องบัณฑิตโดดเด่นด้านความสามารถ ศาสตร์ไหนควรจะเก่งด้านไหนก็ควรจะเก่งด้านนั้น ตามจุดยืนของเขา ปีๆ แบบนี้ล่ะที่ตั้งใจทำหน้าที่ของการขึ้นมาเป็นคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มศว ของเรา”

Share