“Business Across Crisis” วิถีชีวิตใหม่ : ธุรกิจในสถานการณ์วิกฤต ทัศนะจากหมอเฉลิมชัย

รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นประธานพิธีเปิด การประชุมวิชาการระดับชาติในความร่วมมือ 5 สถาบัน ประจำปี 2563 5*BAs National Conference 2020 “Business Across Crisis” จัดโดยคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มศว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 (หอประชุมเล็ก) ชั้น 4 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร
โดยได้มีการ Online Conference จากความร่วมมือภาคีเครือข่าย 5 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น /มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี / สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง /มหาวิทยาลัยนเรศวร และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีภารกิจหลักคือการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย การให้บริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งการประชุมวิชาการระดับชาติในครั้งนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการให้บริการวิชาการความรู้ของมหาวิทยาลัย โดยจัดสรรงบประมาณให้คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมจัดการประชุมนี้เพื่อความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะให้บริการวิชาการรับใช้สังคม ประกอบกับความตั้งใจของทุกท่านที่ได้เข้ามาร่วมการประชุมครั้งนี้ทางออนไลน์ ก็เชื่อมั่นว่าทุกเครือข่ายจะได้รับความรู้ในด้านการบริหารธุรกิจมากขึ้นและสามารถนำไปใช้ปรับประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมและประเทศชาติต่อไป” รศ.ดร.สมชาย กล่าว
ดังที่เรารับรู้กันว่าเรากำลังประสบปัญหาเรื่องของโควิด-19  ดังนั้นความสามารถในการบริหารธุรกิจและการนำองค์ความรู้นำไปใช้ในการบริหารจัดการองค์การให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวนโยบายของภาครัฐ ก็จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจและประเทศ ดังนั้น การจัดความร่วมมือกับ 5 สถาบัน ครั้งที่ 2 นี้ ภายใต้หัวข้อ “Business Across Crisis” จึงเป็นการสร้างแนวทางแก่คณาจารย์ ศิษย์เก่า นิสิตและบุคลากรและบุคคลทั่วไปกลับไปใช้ในด้านการบริหารธุรกิจกลับไปใช้และเตรียมพร้อมเข้าสู่การปรับตัววิถีชีวิตใหม่ในยุคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ”
โอกาสนี้ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อดีตอธิการบดี มศว และสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบัน ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ New Normal : Business Across Crisis วิถีชีวิตใหม่ : ธุรกิจในสถานการณ์วิกฤต โดยมีใจความสำคัญความตอนหนึ่งว่า “ ผมคิดว่าวันนี้ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นนะครับที่จะพูดถึง New Normal แต่เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติ เราจะต้องอยู่กับ New Normal นี้ไปอีกนานเท่าไหร่ คำว่า New Normal แปลว่าอะไร บางคนก็ใช้คำว่า ปกติแบบใหม่ หรือ วิถีชีวิตปกติแบบใหม่ หรือ ความปกติแนวทางใหม่ เป็นศัพท์ใหม่ที่ภาษาอังกฤษก็เข้าใจได้ไม่ยาก พอเป็นภาษาไทยก็เลยต้องพึ่งราชบัณฑิตยสภา ซึ่งให้ใช้ 2 คำ คำแรกคือ วิถีชีวิตใหม่ ส่วนคำที่ 2 คือ ความปกติใหม่ แต่แน่นอนว่าเราจะพูดอย่างไรก็เข้าใจตรงกันว่า New Normal คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ทื่แตกต่างไปจากเดิม แตกต่างหลายด้าน
ผู้ก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ชาวอเมริกัน เขาใช้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องแฮมเบเกอร์ Crisis ไม่ได้เกี่ยวกับโควิด-19 เขาอธิบายว่าเมื่อเกิดแฮมเบเกอร์ Crisis แล้ว การดำเนินธุรกิจจะไม่เป็นแบบเดิม จีดีพีของโลกจะไม่เติบโตแบบเดิมอีก เพราะฉะนั้น New Normal จะเป็นมิติพูดถึงเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อประมาณ 10 กว่าปี ตอนนี้มันใหญ่ว่าวิกฤตแฮมเบเกอร์ มันรุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งสำหรับประเทศเรา ทำไมเป็นแบบนั้น วิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครเดาอนาคตถูกนะครับ นักไวรัสวิทยาต้องตามข่าวทุกวัน องค์ความรู้เปลี่ยนทุกวัน องค์การแม้แต่องค์การอนามัยโลก การกำหนดองค์ความรู้ต่างๆ ก็เป็นการกำหนดองค์ความรู้ต่างๆ ของเมื่อวาน เพราะฉะนั้นการจะเข้าใจเรื่องการบริหารธุรกิจหรือ New Normal : Business Across Crisis วิถีชีวิตใหม่ : ธุรกิจในสถานการณ์วิกฤต จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องโควิด-19 สักหน่อย เพื่อเข้าใจว่าวิกฤตนี้จะอยู่กับเราไปนานสักเท่าใดและจะอยู่กับเราไปนานสักเท่าใด ถ้าเราพอคาดคะเนได้ว่าจะอยู่นานไปแค่ไหน หลังจากนั้นการบริหารธุรกิจภายใต้วิกฤตนี้ก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น เราต้องรู้จักโคโรนาไวรัส โคโรนาไวรัสเป็นตระกูลของไวรัสที่รู้จักกันมาแล้ว 70-80 ปี โคโรนาไวรัสเป็นไวรัสลำดับที่ 7 มนุษย์เจอมาแล้ว 6 ลำดับ โดยลำดับที่ 1-4 นั้นทำให้เกิดเป็นโรคไข้หวัดธรรมดา ในปี 2002 ชีวิตมนุษย์ทำอุตสาหกรรมทำเกษตรไปรบกวนระบบนิเวศ จึงทำให้โคโรนาไวรัสลำดับที่ 5 ซึ่งไม่เคยยุ่งกับคนเลย เขาอยู่ของเขาดีๆ ในสัตว์ป่า ในป่าลึก เราไปทำธุรกิจอะไรไม่ทราบ เราไปทำวิถีชีวิตรบกวนชีวิตสัตว์ป่า เข้าป่าลึกไปทำไมก็ไม่ทราบ เราก็ไปเอาไวรัสนั้นมาถึงพวกเรากันเอง ในปี 2002 ไวรัสโคโรนาก่อให้เกิดโรคซาร์สและโรคนี้เป็นโรคที่เสียชีวิต 10 % โควิด-19 เสียชีวิต 5 % แต่ทำไมโควิด-19 มันถึงรุนแรงกว่าซาร์ส
ใน 9 ปีถัดมาคือปี 2012 ไวรัสโคโรนาลำดับที่ 6 ก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อครู่บอกว่าลำดับที่ 5 เกิดโรคซาร์ส ลำดับที่ 6 นี้เกิดโรคเมอร์ส (MERs) เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แรงกว่าเดิม คนเสียชีวิต 30 ใน 100   โควิด-19 เป็นลำดับที่ 7  เดี๋ยวผมจะพูดถึงไวรัสโคโรนาลำดับที่ 8 และจะทำตัวเป็นหมอดูด้วยว่ามันจะมาปี 2027 กระมัง
ในภาวะวิกฤตแบบนี้ เราจะต้องบริหารธุรกิจภายใน 7 ปีนี้ให้มันมีภูมิคุ้มกันอย่างไรและหวังไว้ว่าสิ่งที่ผมคาดหวังไว้จะไม่ถูก แต่ถ้ามันถูกคือโคโรนาไวรัสลำดับที่ 8 มันมาในปี 2027 คนที่เคยผ่าน crisis ปี 2020 นี้ ไม่ควรเจ็บปวดรุนแรงในปี 2027 อีกเพราะเราคาดคะเนได้ว่าเขาจะมาแล้วเราจะตั้งรับเขาได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดวันนี้ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งถึงแม้ว่าจะอยู่นอกเหนือวงการแพทย์หรือสาธารณสุข ท่านไม่ตามข่าวเรื่องนี้ไม่ได้นะเพราะความรู้เรื่องนี้มันเปลี่ยนแบบมีนัยยะสำคัญ ที่ผมจะเล่าให้ฟังสัก 2-3 ประเด็นว่าที่มันเปลี่ยนแล้วมันยุ่งอย่างไร ไวรัสตัวนี้เรารู้จักว่ามันเกิดขึ้นครั้งแรกที่แรกที่เมืองอู่ฮั่น เป็นเหมือนปอดอักเสบ มณฑลหูเป่ย รายงานอย่างเป็นทางการ วันที่ 31 ธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากนั้นประเทศไทยรายงานผู้ป่วยรายแรกเป็นประเทศที่ 2 ในโลกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 เราเป็นประเทศที่ 2 ในโลกนะ แล้วในตอนนั้นไม่เฉพาะประเทศไทยนะ ทุกประเทศในโลก ไม่มีใครกังวลปอดอักเสบ ในทางธุรกิจ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ถ้าใครไปเสนอล็อคดาวน์ในวันที่ 13 มกราคมนั้น อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริหาร ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นด้วย แต่ตอนนี้ภายในเวลา 6 เดือนถึงกรกฎาคมนี้ คนติดเชื้อไปถึง 212 ประเทศ กับ 3 เขตปกครองพิเศษ รวมเป็น 215 ผู้ติดเชื้อเพิ่มทุกวัน ไม่หยุด วันละเป็นแสนด้วยอัตราก้าวกระโดด เสียชีวิตกว่าครึ่งล้านทั่วโลก ประเทศที่มีศักยภาพยอดเยี่ยมทุกอย่าง ติดเชื้อเป็นอันดับ 1 ไปเลยคือสหรัฐอเมริกา เสียชีวิตไปแสนๆ เพราะไวรัสตัวนี้มันแปลกตรงที่ว่าเขามีความซับซ้อนในการแพร่เชื้อ ซับซ้อนในวิธีการเล่นงานร่างกายมนุษย์แล้วเราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละวัน มกราคมทุกคนรู้ตรงกันว่าไวรัสนี้แพร่จากสัตว์มาคน ไม่มีการแพร่จากคนไปคน คำพูดนี้ไม่ผิดในเดือนมกราคมเพราะเราไม่เจอคนติดคน แต่ไม่นานก็รับรู้กันได้ว่ามีการติดจากคนสู่คน human to human ได้ แต่ก็บอกว่าติดต่อกันภายในระยะ 1 เมตรเท่านั้น ไอจามก็เมตรเดียว เพราะฉะนั้นระยะห่างทางสังคมที่เรียกว่า Social Distancing ก็เอาแค่ 1 เมตร พ้น 1 เมตรแล้วไม่ต้องใส่หน้ากาก แต่นั่นก็เป็นความรู้ในเดือนมกราคม ต่อมาก็มีคนทำวิจัย ทำให้รู้ว่าพอมนุษย์เราไอจาม มัน 2 เมตร เราก็เปลี่ยนระยะห่างทางสังคมว่า 1 เมตรไม่พอ ต้อง 2 เมตร ต่อมาเราคือมนุษย์โลกเราว่า คนป่วยต้องใส่หน้ากาก คนปกติดีไม่ต้องใส่หรอก ความรู้ตอนนี้เปลี่ยนไปล่ะ พวกเราไม่ได้ป่วยแต่ใส่หน้ากากกันหมดทุกคนเลยในห้องนี้ มีระยะห่าง 2 เมตร เพราะความรู้ชุดใหม่บอกเราว่า มีคนที่ติดเชื้อแล้วแต่ไม่แสดงอาการจากที่เคยรู้แค่ว่าต้องคนที่มีอาการเท่านั้นที่จะแพร่เชื้อได้ โรคเมอร์ส ซาร์ส ต้องมีอาการถึงจะแพร่เชื้อได้ พอหนักก็ไปไหนไม่ได้เท่ากับโดนกักตัวอัตโนมัติ คุณป่วยจนลุกไม่ขึ้น การแพร่เชื้อของเมอร์สและซาร์สมีแค่นั้น ไม่กว้างกว่าแพร่หลายได้เหมือนกับโควิด-19 ตรงกันข้ามกันและแย่ตรงที่คนที่ป่วยเพียงเล็กน้อยแบบไม่รู้ตัวก็ออกมาทำงาน ออกไปไหนมาไหนกัน ก็เลยแพร่เชื้อ ขณะนี้ความรู้ใหม่ที่น่ากังวลอีกอย่างคือ วัคซีนที่ได้มันจะต้องฉีดบ่อยสักแค่ไหน คนที่ป่วยโควิด-19 ออกมาจากโรงพยาบาล ไล่เจาะเลือดดูว่ามีภูมิต้านทานไหม ความรู้เก่าบอกว่าทุกคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อหายแล้วจะมีภูมิต้านทาน เมื่อมีภูมิต้านทานแล้วก็ปลอดภัย คนเหล่านี้เป็นคนที่โชคดีที่สุดในสังคม ตระเวนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำได้ เข้าใจผิด งานวิจัยเจอว่าพอหายป่วยปุ๊บ เจาะเลือดไป 10 ใน 100 ไม่มีภูมิต้านทานนะครับ อีก 90 % ก็แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือมีภูมิต้านทานอยู่ในระดับสูง กับส่วนที่ภูมิต้านทานค่อยๆ ลดระดับลงเรื่อยๆ ความรู้อันนี้ทำให้เราทราบว่าคนที่ป่วยแล้วห้ามชะล่าใจ หายแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นได้อีก ไปสัมพันธ์กับเรื่องการฉีดวัคซีน วัคซีนฉีดแล้วเพื่อให้เกิดภูมิต้านทาน แต่ถ้าฉีดแล้วภูมิต้านทานมันมีการลดลงได้ด้วยตามเวลา เราก็ต้องศึกษาต่อไปว่าพอฉีดเข็มที่ 1 ไปแล้วมันจะลดลงมาป้องกันโรคไม่ได้ในเดือนที่เท่าไหร่ เราจะถูกฉีดเข็มที่ 2  เราก็ต้องวิจัยกันต่อไปอีกว่า พอฉีดเข็มที่ 2 มันจะขึ้นไปสร้างภูมิต้านทานได้อีกพักหนึ่งแล้วมันจะลงมาอีกเมื่อไหร่ ก็ต้องไปฉีดเข็มที่ 3  ยังไม่นับเรื่องไวรัสกลายพันธุ์ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เราต้องฉีดทุกปีแม้จริงๆ แล้ว ฉีดไปแล้วจะอยู่ได้หลายปีก็ตาม ทั้งๆ ที่ภูมิต้านทานมันกันได้มากกว่า 1 ปี ตกลงฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ภูมิต้านทานกันได้มากกว่า 1 ปี แต่ต้องฉีดทุกปีเพราะไวรัสเปลี่ยนสายพันธุกรรม


จนถึงวันนี้โควิด-19  ยังเป็นวิกฤตที่รุนแรงในสายตาของแพทย์และวงการสาธารณสุข แต่จะรู้สึกผ่อนคลายลงมาในแวดวงเศรษฐกิจ สหรัฐจึงจัดงานปาร์ตี้ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เอาคนที่ติดโควิด-19 เข้ามาในงานแล้วก็ขายบัตร ใครติดโควิด-19 สำเร็จเป็นคนแรก ได้เงินค่าขายบัตรทั้งหมด นี่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ไม่มีชาวบ้าน แต่นักศึกษาไม่ได้เรียนสายแพทย์ เขาก็เชื่อว่าถ้าใครติดเชื้อโควิด-19 หายแล้วจะมีภูมิต้านทาน ที่สำคัญคือเขาคิดว่าโรคนี้ทำอันตรายเฉพาะปอด แล้วก็คนหนุ่มสาวเสียชีวิตน้อย ความรู้ใหม่มาอีกแล้วครับ คนหนุ่มสาวติดเชื้อมากขึ้น อัตราเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานเฉพาะปอดครับ เขากำลังทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดเส้นเล็กๆ ที่เยอรมันเขาศึกษา น่าสนใจ นำผู้เสียชีวิตทุกรายเข้าเครื่อง X-Ray คอมพิวเตอร์ พวกเราฟังไม่ผิดนะครับ เขาไม่ได้เอาคนป่วยเข้าเครื่อง X-Ray คอมพิวเตอร์ อันนั้นเขาทำอยู่แล้ว เขาดูว่าเสียชีวิตน่ะมันทำลายอวัยวะส่วนไหนบ้างอีกนอกจากปอด แล้วก็พบความจริงที่ตกใจ มันเล่นงานปอดก็จริง แต่มันเล่นงานอย่างอื่นด้วย บังเอิญเสียชีวิตจากปอดไปเสียก่อนก็เลยไม่มีเวลาดูว่าเสียที่ไหนอีก ไอ้เจ้าเส้นเลือดเล็กๆ นี้ถ้าไปอุดตันที่หัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวายเฉียบพลันได้ วิ่งไปอุกที่สมองเป็นอัมพาตอัมพฤกษ์ วิ่งไปอุกที่ไต ไตวาย วิ่งไปอุดที่ตับ ตับวาย เพราะฉะนั้นไวรัสโควิด-19 เล่นงานหลายอวัยวะ แสดงในคนที่ไม่มีอาการก็ได้ สรุปก็แล้วกันว่าโควิด-19 จะยังอยู่กับเราอีกนาน อย่าเพิ่งหวังไปว่าโควิด-19 จะอยู่กับเราไปแค่สิ้นปีนี้ วัคซีนมีสำเร็จก็จบ ปีหน้าก็ไปล่ะ ถ้าฟังผมพูดมา วัคซีนมีโอกาสขึ้นได้แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร
New Normal ในมิติทางเศรษฐกิจอยู่บนพื้นฐานทางข้อมูลโควิด-19 ที่ว่าจะยังอยู่กับเราไปอีกนานและจะอยู่กับเราไปแม้จะมีวัคซีนแล้วก็ตาม New Normal ก็จะยังอยู่ ในมิติ 3 ด้าน คือ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติสังคม มิติทางหลักคิดหรือปรัชญา ทำไมต้องพูดเรื่องมิติทางปรัชญาก็เพราะเรื่องของนักศึกษาสหรัฐที่จัดปาร์ตี้เพื่อให้ติดโควิด-19 นั่นล่ะครับคือปัญหาทางด้านวิธีคิด ในมิติทางด้านเศรษฐกิจ สัดส่วนของภาคการผลิตสินค้ากับสัดส่วนของภาคการบริการ หรือ Products and Services ชัดเจน เมื่อโควิด-19 กระทบแรงต่อภาคบริการมากกว่าภาคผลิตสินค้า กระทบการท่องเที่ยว บันเทิง กระทบการทำประมงพื้นบ้านน้อย กระทบคนปลุกทุเรียนน้อย แบบนั้น New Normal นี่ล่ะครับที่เราต้องปรับสัดส่วนเอาไว้รองรับปี 2027 ถ้ามันจะระบาดอีกครั้ง ถ้าเราทำธุรกิจ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคบริการ ขาเดียวเลย เดี๋ยวธุรกิจมันบูมอีกครั้ง คือท่านกำลังเสี่ยง การทำธุรกิจขาเดียวแบบนี้เสี่ยงเพราะถ้าโคโรนาไวรัส ลำดับที่ 8 โผล่มา คนที่กำลังมีรายได้ดีจากการท่องเที่ยว ธุรกิจกีฬา บันเทิง คอนเสิร์ตก็แย่อีกครั้ง
มิติด้านสังคมรวมถึงการศึกษา วัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงไปนะครับ โชคดีที่ไทยเราทักทายกันด้วยการยกมือสวัสดี ไม่โอบกอด จูบ มี Social Distancing ดี คนไทยเราติดเชื้อน้อยอาจเพราะเหตุหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ เหตุหนึ่งทางสังคม เพราะสายพันธุ์ของไวรัส อัตราการติดเชื้อของเราน้อย จีเอชมันอยู่แถวยุโรป ตายเยอะ ปัจจัยทางสังคมก็เกี่ยว วัฒนธรรมตะวันตกเขาถูกเนื้อต้องตัวกันตลอดเพราะเขาหนาว ไทยเราร้อน เหงื่อเยอะ เราไม่ได้บอกว่าวัฒนธรรมไหนดีไม่ดีแต่วัฒนธรรมไทยเราโชคดีว่าเรายกมือไหว้ ไม่กอดกัน ไม่จับมือทักทายกัน อันนี้ดี เป็น Social Distancing ที่สำคัญเราอาบน้ำทุกวัน ตะวันตกเขาไม่ค่อยอาบน้ำทุกวัน เราไม่ใส่รองเท้าเข้าบ้าน ขึ้นเตียงนอน ทั้งหมดเป็นปัจจัยทางสังคม ฝรั่งอาจต้องทำเรื่องพวกนี้เป็นวิถีชีวิตใหม่ของชาวตะวันตก ราชวงศ์อังกฤษก็ยกมือไหว้กันแล้ว การทานอาหารก็เหมือนกัน วัฒนธรรมไทยเราเยี่ยมยอด  โบราณสอนว่าอย่ากินแล้วพูดคุยไปด้วยมันดูไม่งาม ไม่พูดเสียงดัง ถ้ากินไปแล้วพูดไปด้วย เสมหะกระจายไปด้วยก็แพร่เชื้อได้ พูดเบาๆ ก็โชคดีไป ตะโกนก็เชื้อกระจายได้ 2 เมตร ตะโกนมีแอร์อยู่ด้วยก็ 8 เมตรแพร่เชื้อได้ไกล ถ้าคุยกันอยู่ outdoor ติดเชื้อยากกว่าห้องแอร์ ต้องใส่หน้ากาก เพราะถ้ามีเชื้อนิดหน่อยก็จะอยู่ในห้องนี้ มีความเข้มข้นสูง เวลาไปนั่งรับประทานอาหาร เราถึงไม่ควรนั่งทานนานเกิน 30 นาทีเพราะอัตราความเข้มข้นของไวรัสในห้องนั้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
การศึกษาในภาคบังคับ ธุรกิจเอกชน ธุรกิจติวเตอร์ ก็เหมือนกัน ด้านการสาธารณสุขก็ดีขึ้นเยอะ คนไทยเรากลายเป็นคนมีวินัย ล้างมือกันสนุกเลย สมัยก่อนบอกให้หมั่นล้างมือก็ล้างบ้างไม่ล้างบ้าง เดี๋ยวนี้ล้างเกือบทุกคนและบ่อย การใส่หน้ากากเมื่อก่อนนี้เป็นเรื่องตลกแต่เดี๋ยวนี้ใครไม่ใส่กลายเป็นมนุษย์ประหลาด โชคดีที่วัฒนธรรมไทยเรายอมรับเรื่องการใส่หน้ากากว่าไม่ใช่เรื่องที่รัฐละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ปัจเจกบุคคลแต่อย่างใด ในสหรัฐอเมริกามีการโจมตีรัฐว่ารัฐไม่มีอำนาจมาสั่งให้คนถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด  การบอกให้สวมใส่หน้ากาก ถือว่ารัฐเผด็จการ เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจนะเพราคนที่คิดนี่ก็คือคนที่เรียนหนังสือ มีความรู้นะ
หลักคิดคือ คนเราควรเคารพธรรมชาติ โคโรนาไวรัสลำดับที่ 5 และ 6 จะไม่ออกมาแพร่เชื้อระบาดถ้ามนุษย์เราไม่ไปยุ่งกับป่าและสัตว์ป่า แต่เขาประเมินว่าธุรกิจก็จะดำเนินหน้าต่อไป ละเมิดป่า ถ้าเป็นแบบนี้ไวรัสโคโรนาลำดับที่ 8 มันก็จะมาได้ อาจมีหลายสิบไวรัสโคโรนาด้วย ดุลยภาพระหว่างวัตถุกับจิตใจ เศรษฐกิจที่สามารถสร้างการแข่งขันกับการพัฒนามนุษย์ให้มีความเสมอภาคเป็นสมดุลที่ควรพิจารณาในเหตุการณ์วิกฤตครั้งนี้ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในสภา ผมพูดเสมอเรื่องสมดุลระหว่าง มูลค่าทางเศรษฐกิจกับคุณค่าทางด้านการใช้ชีวิต จิตวิญญาณ
ในภาคเศรษฐกิจที่กระทบอย่างรุนแรงคือภาคบริการ คือการท่องเที่ยวหลังจากนี้ ถ้าโควิด-19 ยุติเร็ว วัคซีนมาเร็ว ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจะไม่มีภูมิคุ้มกัน เขาจะกลับไปทำธุรกิจที่เน้นการบริการเป็นหลักอีก เหมือนอย่างการทำไร่ทำนาทำเกษตรกรรมใกล้ภูเขาไฟแล้วได้ผลิตผลต่อไร่สูงจากดินที่ภูเขาไฟระเบิดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทุกคนก็ไม่รู้ว่ามันจะระเบิดอีกเมื่อไหร่ แต่คนที่เห็นเศรษฐกิจดีก็จะกลับไปปลูกพืชอยู่ใกล้ๆ ภูเขาไฟอีกครั้ง ส่วนคนที่ไม่อยากเจอภูเขาไฟระเบิด ก็จะขยับออกไปปลูกไกลขึ้น ผลผลิตของคนที่ทำมาหากินใกล้ภูเขาไฟ รายได้ต่อปีสูง ส่วนคนที่ปลูกพืชไกลภูเขาไฟ ผลผลิตสู้ไม่ได้ 5 ปีผ่านไป คนที่อยู่ไกลจากภูเขาไฟเริ่มรู้สึกว่าทำไมเราขี้กลัวเกินเหตุ ส่วนคนที่ทำใกล้ภูเขาไฟ ซื้อที่ซื้อรถได้ วันหนึ่งพอภูเขาไฟระเบิด จึงค่อยกลับมาทบทวนได้ว่า บ้านพัง คนในครอบครัวตาย ฉันใดก็ฉันนั้น การท่องเที่ยว ต้องแบ่งสัดส่วนระหว่างการผลิตสินค้าและการบริการ อย่างเจ้าของรีสอร์ทคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนผม เขามีรีสอร์ทที่ทางฝั่งอันดามัน วันหนึ่งสึนามิมาเขาก็ไปสร้างรีสอร์ทที่เกาะช้างเพื่อลดความเสี่ยง วันหนึ่งโควิด-19 มา เข้าทั้งที่อันดามันและเกาะช้าง เขาก็ลดความเสี่ยงไปปลูกมะพร้าว มีสินค้า มีท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวไปชม มีเรือรับส่ง แต่เรือนั้นก็ไม่ใช่แค่เรือรับส่งนักท่องเที่ยว ต้องมีความพร้อมเป็นเรือประมงได้ด้วย มีอุปกรณ์จับปลาอะไรไว้ก็ว่าไป เพื่อที่ว่าวันหนึ่งท่องเที่ยวไม่ได้ก็ขายสินค้าไป หรือไม่ก็อย่างที่มีการท่องเที่ยวให้ไปเช็คอินถ่ายรูปกับวิวทุ่งนา วันหนึ่งก็เกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกใหม่ แต่เขาควรพัฒนาพันธุ์ข้าว ถ้าไวรัสมาวันไหน ถ้าตรงนั้นจะเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว จะยืนถ่ายรูปกับนาขั้นบันไดได้ วิถีชีวิตใหม่เปลี่ยนไปหมดแม้แต่การดูกีฬา ชกมวยอีกล่ะ เรื่องสถานบันเทิงก็ยังไม่ควรเปิด สโมสรการกีฬาทั้งหมดอยู่บนธุรกิจภาคบริการ มันจึงเป็นธุรกิจที่อยู่บนความเสี่ยงสำหรับการระบาด Business ทางด้านการกีฬาจึงควรทำเหมือนด้านการท่องเที่ยว ว่า ท่านจะต้องมีสนามกีฬาแล้วปลูกไม้ผลพืชไร่อะไรที่สามารถช่วยได้ ธุรกิจบันเทิง หลายครั้งที่ New Normal ทำแล้วก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะมันขัดกับธรรมชาติของคน เช่น การชมภาพยนตร์ในโรงมีไม่ได้ก็เลยให้ไปดูหนังกลางแปลงแทน ไม่เวิร์ก New Normal ต้องคิดให้สมเหตุสมผลทางด้านธุรกิจด้วย คอนเสิร์ตก็เป็นวิถีชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องไปดูรวมๆ กัน แต่เราจะเห็นว่าตอนนี้มีการแชร์แจมร่วมกัน เปียโนเล่นบ้านหนึ่ง กีตาร์บรรเลงอีกที่ กลองอีกที่ แต่เอามาตัดต่อรวมกัน ส่งต่อกันได้ ใช้เทคโนโลยีช่วย ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีช่วยทางด้านดนตรี คอนเสิร์ต มีความเสี่ยงน้อย ผับ บาร์ ไม่มีความปลอดภัยเลย ถ้ามันระบาดเมื่อไหร่ ผับ บาร์ ก็ไปก่อนทุกที ผมว่าดีครับน่าจะเป็น Totally Change New Normal ไปเลย  กิจการร้านอาหารเราพบว่าการสั่งอาหารมาทานที่บ้านสูงขึ้นกว่าปกติแต่ก็ลดลงอย่างมาก คนไทยเราแบบนี้จะไม่ยั่งยืน เพราะเราชอบความสบาย ความเคยชิน ถ้าวัคซีนมาเมื่อไหร่ New Normal จะหายไปเกินกว่า 50 % จะกลับไปเป็น Old Normal เลยเพราะชีวิตมันสบาย ยกเว้นว่าวัคซีนไม่ได้ New Normal ก็จะอยู่ไปอีกนาน โรงเรียนก็ไม่ต้องห่วงก็ขยับมานั่งเรียนกันใกล้มากขึ้นเพราะประเทศไทยเรามีคนติดเชื้อน้อยมาก ยิ่งตอนนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อติดต่อกันมานานนับเดือนกว่าแล้ว มาตรการเราหละหลวม ถอดหน้ากากหมดด้วย อยู่กันนานในห้องแอร์นานกว่าครึ่งชั่วโมง น้อยครับที่จะไม่ติดเชื้อ ความเข้าใจผิดแบบนี้ละครับที่จะทำให้ความประมาทเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เป็นความโชคร้ายไหมที่เราติดเชื้อน้อยเราเลยหย่อนยาน ชะล่าใจ เข้าใจว่า ไม่เป็นไร  ถ้ามีคนติดเชื้อ 1 คน มันจะเป็น การแพร่ระบาดแบบใยแมงมุมทันที
การทำธุรกิจในวิกฤตโควิด-19 นี้จึงควรมีสัดส่วนภาคการผลิตสินค้าและภาคบริการให้มีความสมดุลกัน การใช้ชีวิตเราก็ควรเคารพธรรมชาติมากขึ้น อย่างที่เราได้เห็นว่าระบบนิเวศดีขึ้น การทำธุรกิจใดๆ ถ้าไม่ยุ่งกับป่าได้ จะดี ดูแลสุขภาพของตัวเราเองให้ดีเสมอ เช่นว่าเราไม่ควรเข้าสู่วัยสูงอายุด้วยโรค 5 โรค เบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ ไต เราต้องช่วยกันส่งเสริมงานวิจัยและอยู่ด้วยความไม่ประมาท สมดุลระหว่างภาคการผลิตและภาคบริการ จะเป็น Saftyness มิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้น้ำหนักของมูลค่าและคุณค่า มุ่งมั่นทางด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความระแวดระวังทางด้านสาธารณสุข New Normal ของคนชาติไทยอาจจะเลิกราไปอย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของคนชาตินั้นๆ”

 

 

Share