การออกแบบ “ให้การศึกษา” เพื่อทางรอดของมหาวิทยาลัยหลังโควิด-19

โลกปัจจุบันเป็นโลกอินเทอร์เน็ต ความรู้ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ใครก็เข้าถึงได้และไม่จำกัดวงเฉพาะอยู่ในมหาวิทยาลัย ตรงกันข้ามความรู้กลับกระจายตัวออกจากสถาบันการศึกษาไปอยู่ในโลกดิจิทัล โลกอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยในปัจจุบันจึงก้าวเข้าสู่วิกฤติ  Digital disruption วิกฤติของมหาวิทยาลัย อะไรคือบทบาทและทางรอด สำคัญที่สุดคือการออกแบบ “ให้การศึกษา” ในระบบมหาวิทยาลัยนั้นควรเป็นอย่างไรโลกดิจิตัล ได้นำเราสู่ความเปลี่ยนแปลงในสภาวการณ์โลกอย่างน่าสะพรึงกลัวในหลายๆ เหตุการณ์ ทั้งมหันตภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ วาตภัย อุทกภัย ล่าสุด มวลมนุษยชาติทั่วโลกต่างต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะกับภาวะโรคระบาด “ไวรัสโคโรนา” หรือ “โควิด-19” คร่าชีวิตผู้คนทุกเพศวัยเชื้อชาติศาสนาไปนับหลายแสนราย โรคระบาดอันตรายนี้ส่งผลให้เราปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ในแบบที่เรียกว่า New Normal ปกติแบบใหม่ เงื่อนไขของการใช้ชีวิต การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ถูกเปลี่ยนไปภายในเวลาอันรวดเร็วไม่กี่เดือนนับจากที่ไวรัสร้ายตัวนี้ได้คืบคลานเข้าสู่การฆ่าชีวิตมนุษยและแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้โดยง่าย การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยนไป เข้าสู่พื้นที่สาธารณะที่ต้องรักษาระยะห่าง หนึ่ง-สองเมตร หุ่นยนต์เอไอ เริ่มถูกนำเข้ามาทดแทนหน้าที่ของมนุษย์ในงานบางอย่าง รวมทั้งการได้เรียนรู้ปรับตัวกับการทำงานที่บ้านจนบางบริษัทก็ตัดสินใจจะเลิกจ้างพนักงาน หรือไม่ก็ตัดสินใจมีนโยบายจะให้พนักงานทำงานที่บ้านมากขึ้นแม้จะไม่มีโรคระบาดแล้วในภายหลัง
ในโลกของมหาวิทยาลัย ผลกระทบก็มีมากเช่นกัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ปรับทิศทางเป็นมหาวิทยาลัยกึ่งวิชาชีพ ให้สามารถทำงานกับเงื่อนไขใหม่ๆ ได้ นอกจากการที่ผู้เรียนจะเรียนเพื่อฝึกฝนทักษะและเข้าสู่โลกทำงานจริงแล้วนั้น มหาวิทยาลัยยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ที่มีอยู่หลากหลายศาสตร์สาขา ไม่ว่าจะเป็นพหุศาสตร์ บูรณาการศาสตร์  เป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลและสามารถนำเอาภาคีภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ หรือแม้กระทั่งหลอมหลวมสรรพวิชาให้ประสานสอดคล้องกันได้ การได้ทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับเมือง หน่วยงาน ผู้คนทั้งในและต่างชาติ  โครงการร่วมมือที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกทำกันนั้นได้ปรับเปลี่ยน เชื่อมต่อโลกแห่งวิชาการ เข้าสู่โลกของวิชาชีพ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงศึกษาสังคม สร้างสังคม สร้างความเข้าใจจากพื้นที่ชุมชน การทำงานจริง จนไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทั้งทันสมัย กว้างขวาง และกลายเป็นผลงานระดับใหญ่ กลายเป็นองค์กรที่ทรงพลังชั้นแนวหน้าของโลก
มหาวิทยาลัยไทยเอง ก็เกิดวิกฤติอย่างหนัก เช่น การสอบ TCAS ในปีนี้มีที่เรียนว่างเกือบสองแสนที่ นักเรียนต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไม่มากนัก สาเหตุหลักคือภาวะสังคมสูงอายุ (Aging Society) และนับวันจะยิ่งหนักไปมากกว่านี้เพราะเราจะกลายเป็น ภาวะสังคมสูงอายุเต็มขั้น  และภาวะสังคมสูงอายุขั้นสุด ประกอบกับประเทศต่าง ๆ ในโลกไม่ว่าจะอเมริกาหรือในยุโรปก็เผชิญปัญหาเดียวกัน คือไม่มีนักศึกษาเพราะปัญหาภาวะสังคมสูงอายุเช่นกัน โลกยังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเกิด Digital Disruption การไปเรียนในมหาวิทยาลัยลดความจำเป็นลงไปเรื่อยๆ เด็กยุคดิจิทัลไม่อยากเลือกเรียนในระบบการเรียนแบบมหาวิทยาลัย และการไปเรียนเมืองนอกก็ไม่ได้ยากเย็นอีกต่อไป มหาวิทยาลัยไทยเริ่มเจ๊ง เริ่มขายกิจการ เริ่มทยอยปิดตัวลง และหลายแห่งเริ่มปรับตัว เพื่อหาทางรอด ยิ่งเมื่อโรคระบาดโควิดได้ส่งผลกระทบต่อทุกกิจการ ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง เศรษฐกิจซบเซา การดำเนินชีวิตของคนเป็นไปด้วยความยากลำบากทั้งเรื่องกินเรื่องอยู่ การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ วิธีการปรับตัวของมหาวิทยาลัยไทยอย่างไรที่จะทำให้มหาวิทยาลัยไทยเราอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะอยู่รอด แต่ก็อาจจะมีบางมหาวิทยาลัยที่จะมีทั้งที่ไม่น่าจะรอดและไม่น่าจะยั่งยืน วิธีการเหล่านั้น ได้มีผู้รู้ผ้สันทัด นำเสนอไว้แล้ว ดังนี้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อันเป็นที่รักของเราทุกคน บางวิธีก็กำลังทำอยู่ บางวิธีก็ทำไปแล้ว บางวิธียังมาไม่ถึง ขอลองพิจารณากันดู
วิธีที่หนึ่ง ใช้การตลาดนำหน้าการศึกษา เช่น ให้ทุนดารา นักร้อง ศิลปินมาเรียน ให้ดารานักร้องศิลปินเป็น presenter ของมหาวิทยาลัย ให้ส่วนลดค่าเล่าเรียนกับนักศึกษาที่สามารถชักชวนเพื่อนมาเรียนในมหาวิทยาลัยได้ คล้ายการขายประกันชีวิตแบบเพื่อนแนะนำเพื่อน วิธีการเหล่านี้ ไม่น่าจะยั่งยืน การศึกษาไม่ควรใช้ hard sale แบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยดูไร้คุณค่า ดูไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพาณิชย์ เป็นองค์กรเพื่อการแสวงหากำไร
วิธีที่สอง เป็นมหาวิทยาลัยออนไลน์ หลักสูตรออนไลน์ ใช้ e-learning มากขึ้น ขณะนี้ในประเทศไทยทำกันอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือ โยกการเรียนการสอนไปอยู่ออนไลน์ทั้งหมด เรียนกันบนออนไลน์จริงๆ ข้อดีของวิธีการนี้คือตรงกับ lifestyle ของนักเรียนสมัยใหม่ จะเป็นที่นิยม แต่นักเรียนที่เข้ามาอาจจะไม่ได้ผ่านการคัดเลือก รับนักศึกษาได้มาก แต่อัตราการสำเร็จการศึกษาอาจจะไม่สูงมากนัก และการเรียนการสอนบนโลกออนไลน์สอนทักษะสูงๆ ที่ต้องทำให้ดูหรือให้ feedback ได้ยากกว่าการสอนกันในห้องเรียน แต่ถ้ามีแค่การบรรยาย การสอนออนไลน์น่าจะดีกว่าด้วยซ้ำ ทางที่สองคือพัฒนาการเรียนการสอนออนไลน์แล้วเปิดให้เรียนฟรีแนว Massive Online Open Course: MOOC วิธีนี้จะเลือกเนื้อหาง่ายๆ ไม่ยากนัก จูงใจคนเรียน ไม่ยาวเพื่อทำให้ยากแล้วมาสมัครเรียนในห้องเรียน สำหรับวิธีการนี้ มีข้อดีคือสอนได้จำนวนมากและทำให้มีคนอยากมาเรียนมาก สะดวกกับคนรุ่นใหม่สมัยใหม่ ข้อเสียคือ มหาวิทยาลัยไหนๆ ก็โกออนไลน์ได้ไม่ยากเย็นอะไร ต่อไปการเป็นมหาวิทยาลัยออนไลน์ก็จะต้องแข่งกันที่เนื้อหาหลักสูตร
วิธีที่สาม มหาวิทยาลัยของบริษัท (Corporate University) ไม่ใช่มหาวิทยาลัยของเอกชน แต่เป็นการที่บริษัทเอกชนมาจัดตั้งมหาวิทยาลัยของตนเอง หรือซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนไปเป็นของตนเองและเปลี่ยนการเรียนการสอนเพื่อผลิตคนเข้าทำงานให้บริษัทของตัวเอง โมเดลธุรกิจอุดมศึกษา เช่นนี้ มีข้อดีหากบริษัทเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจ เด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยของบริษัทจะมีงานทำ และมีทักษะการทำงานที่ตรงกับการทำงานได้ทันทีหลังจบ ทว่าวิธีการนี้ก็มีความเสี่ยงมาจากความเสี่ยงของบริษัทด้วย
วิธีที่สี่ สหกิจศึกษาและโรงเรียนปฏิบัติ (practice school) มหาวิทยาลัยต้องผูกมิตรและเป็นพันธมิตรกับบริษัท การเรียนการสอนและการวิจัยต้องกลมกลืนกับธุรกิจของบริษัท ช่วยตอบโจทย์ ในการแก้ปัญหา วิจัย ให้บริษัท นักศึกษาจะได้ทำงานไปด้วยในบริษัท อาจจะมีการนิเทศก์การฝีกงาน ในรูปแบบการฝึกงานหรือการมีพี่เลี้ยง ทำให้ภาคปฏิบัติกับทฤษฎีได้เจอกัน ทำให้จบไปทำงานได้ในทันที ปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี มีความร่วมมือกันแน่นแฟ้น อาจารย์มหาวิทยาลัยก็จะไม่เท้าลอยอยู่บนหอคอยงาช้าง หลายแห่งบริษัทก็ให้การสนับสนุนทางการเงินกับมหาวิทยาลัยด้วย ข้อที่ต้องระวังมากคืออย่าพึ่งพิงบริษัทที่เป็นพันธมิตรมากจนเกินไป วิธีการนี้ควรกระจายความเสี่ยง โดยเป็นพันธมิตรกับหลายๆ บริษัทอย่าผูกปิ่นโตกับบริษัทเดียว
วิธีที่ห้า ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ให้หลักสูตรขายได้ด้วยตนเอง ต้องสอนวิชาความรู้ใหม่ที่ไม่อาจจะหาเรียนได้จากที่อื่น เป็นที่ต้องการของสังคม อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากสอนหนังสือในสิ่งที่ตัวเองเรียนเมื่อสามสิบปีก่อน ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น วิชาทางนิเทศศาสตร์จะสอนเหมือน 20 ปีก่อนไม่ได้เลย สื่อเก่าตายไปแทบจะอยู่ไม่ได้ สื่อใหม่สื่อสังคม การตลาดดิจิทัลมาแรงมาก ถ้าอาจารย์ทางนิเทศศาสตร์จะสอนแบบเก่า ด้วยเทคโนโลยีเก่าที่เลิกไปหมดแล้ว ใครจะอยากเรียนด้วย วิธีนี้เป็นวิธีที่น่าจะยั่งยืน แต่อาจารย์ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องทันโลก ทันสมัย ต้องปรับปรุงหลักสูตร หรือคิดหลักสูตรใหม่ๆ ให้ทันสมัย มีนวัตกรรมและนำการเปลี่ยนแปลง จึงจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
วิธีที่หก Think Tank ทำงานวิจัยมากขึ้นรับงานวิจัยแนว commissioned research มากขึ้น ทำงานวิจัยเป็นหลัก รับทำ policy research เป็นหัวคิดให้กับประเทศ ทำงานวิจัยชี้นำสังคม และรับทุนวิจัยจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน การจะออกไปรับงานวิจัยเป็น think tank แบบนี้ได้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต้องมีชื่อเสียงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ว่าจ้าง ให้มาจ้างงานหรือให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตามวิธีการนี้อาจจะไม่ทำให้ได้นักศึกษามากนัก ยกเว้นนำทุนวิจัยมาจ้างนักเรียนเรียนระดับปริญญาโท-เอก

วิธีที่เจ็ด เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม เป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม สร้างนวัตกรรม/สิทธิบัตรให้ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยในไต้หวันหลายแห่งทำเช่นนี้ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ได้ทุนวิจัยมุ่งเป้าเพื่อจดสิทธิบัตร เอาเงินมาจากนักศึกษามาเรียนโท-เอก สร้างผลงาน/นวัตกรรม/สิ่งประดิษฐ์/สิทธิบัตร มีการแบ่งปันสัดส่วนกำไร/ยอดขาย ให้ทั้งอาจารย์/นักศึกษา/มหาวิทยาลัย/ผู้ประกอบการ อาจารย์แต่ละคนเป็น tech start up ในมหาวิทยาลัย ทำให้อุตสาหกรรมมีสิทธิบัตรผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมและมูลค่าสูง และมหาวิทยาลัยก็ได้รายได้ดี
วิธีที่แปด วิธีนี้อาจจะเป็นไปได้ยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การปิดหลักสูตร /  lay off / อาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะประเทศไทยเรามีมหาวิทยาลัยมาก แต่ก็ใช่ว่าทุกมหาวิทยาลัยหรือทุกคนจะอยู่รอดได้ทั้งหมด ปิด ยุบรวม ควบกิจการ เลิกจ้างอาจารย์ อาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ หากอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยไหนเป็นของจริง ก็จะอยู่รอดได้มากกว่าของปลอม หรือหากมีทักษะความรู้ที่ภาคเอกชนต้องการย่อมสามารถหางานได้โดยไม่ยากเย็นอะไร มหาวิทยาลัย/คณะ/ภาควิชาหรือคณาจารย์ที่อยู่รอด อาจไม่ใช่ผู้ที่เก่งแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวได้ไวที่สุด ทันเวลา จึงอยู่รอด

Share