คุยกันประสานมิตร “โรคระบาดในมิติของภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์”

ชวนพูด ชวนคุย เพื่อร่วมค้นหาคำตอบจากข้อเท็จจริงในเชิง ภูมิศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ จากผู้รู้ 2 ท่าน อ.ดร. ชาติชาย มุกสง และ อ.ดร.ชูเดช โลศิริ ที่จะมาไขข้อข้องใจให้ได้รับทราบกันจัดโดย MITR ACADEMY โดย สมาคมนิสิตเก่า คณะสังคมศาสตร์ ร่วมกับ ภาควิชาภูมิศาสตร์ และ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เมื่อไม่นานมานี้ MITR ACADEMY โดย สมาคมนิสิตเก่า คณะสังคมศาสตร์ ร่วมกับ ภาควิชาภูมิศาสตร์ และ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดเสวนาผ่านออนไลน์ ในหัวข้อ  คุยกันประสานมิตร “โรคระบาดในมิติของภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์” ชวนพูด ชวนคุย เพื่อร่วมค้นหาคำตอบจากข้อเท็จจริงในเชิง ภูมิศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ จากผู้รู้ 2 ท่าน อ.ดร. ชาติชาย มุกสง และ อ.ดร.ชูเดช โลศิริ

ดร.ชูเดช โลศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ อธิบายถึงความเชื่อมโยงของการใช้วิชาความรู้ภูมิศาสตร์ว่ามีประโยชน์ต่อการต่อสู้กับ “โควิด-19” ได้อย่างไร “จริงๆ แล้ววิชาภูมิศาสตร์หรือ Geography ก็คือการศึกษา ไม่วาจะเป็นการเขียน การอธิบายหรือการพรรณนา ในบริบทต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลก ตั้งแต่เราเรียนมาในชั้นประถมหรือมัธยมศึกษา เราก็พบแล้วว่าวิชาภูมิศาสตร์เองเป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการจัดการพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ มันไม่ได้พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่อย่างเดียว แต่เรายังพิจารณาเรื่องขององค์ประกอบต่างๆ ทางสังคม ลักษณะของกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้น โดยที่นักภูมิศาสตร์จะพยายามศึกษาว่าไอ้สิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ หรือกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น มีรูปแบบในการจัดเรียงตัวของมันอยู่อย่างไร มันมีการกระจายตัวอย่างไรบนพื้นผิวโลก นอกจากนั้นเรายังพิจารณาถึงปรากฎการณ์ต่างๆ ตลอดจนความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในฐานะที่เราเป็นนักภูมิศาสตร์ เราก็จะสามารถคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปได้
สาขาวิชาภูมิศาสตร์ในสมัยก่อน ถ้าแบ่งตามที่นักวิชาการอดีตแบ่งคือ ภูมิศาสตร์ระบบ ภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่เรารู้จักกันดีในเรื่องของการศึกษา กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละทวีปหรือแม้แต่ในเรื่องของเทคนิควิธีการในเรื่องของภูมิศาสตร์ หรือในอีกแนวที่มีการแบ่งวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็นแนว Integrated หรือบูรณาการร่วม แต่ปัจจุบันเราแบ่งวิชาภูมิศาสตร์ออกเป็น 3 แนว ซึ่งที่เราคุ้นเคยและเกี่ยวข้องกันดีคือวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ ว่าด้วยเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการในการเกิดและแตกรูปเองของสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างที่เรารู้จักกันดีคือเรื่องของการฟอร์มตัวของรูปร่างของภูมิประเทศ หรือในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศทางด้านกายภาพคือการศึกษาเรื่องน้ำ พืชพรรณธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็จะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นผิวของโลก และอีกสาขาวิชาหนึ่งของภูมิศาสตร์ คือ การศึกษาว่าด้วยภูมิศาสตร์มนุษย์ คือการศึกษาเกี่ยวกับการระขายตัวของมนุษย์ การประกอบกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง กิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมหรือแม้แต่กิจกรรมทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งที่นักภูมิศาสตร์มนุษย์ให้ความสนใจและให้ความสำคัญ ส่วนอีกสาขาที่เป็นเรื่องของการใช้เทคนิควิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แผนที่ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในระยะใกล้ ระยะไกล ที่เรารู้จักกันดีคือการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ และเทคโนโลยีภูมิอากาศสารสนเทศต่างๆ gnss ใช้ประกอบที่ตั้งตำแหน่งต่างๆ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศที่เรารู้จักกันดีคือ GIS
ถามว่าภูมิศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างไรกับการวิเคราะห์โรคระบาด ก็อย่างที่บอกแล้วว่าภูมิศาสตร์มนุษย์ ซึ่งมีหลายสาขาย่อย ถ้าเป็นทางด้านเมืองเราก็มีภูมิศาสตร์เมือง  ด้านที่เกี่ยวข้องกับสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เราก็มีภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์สังคม ถ้าเป็นทางด้านประวัติศาสตร์เราก็จะมีวิชาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกันทางด้านแพทยศาสตร์ศึกษา การเกิดของโรคและการกระจายตัวของโรค ในทางภูมิศาสตร์เองเราก็มีวิชาที่เรียกว่าภูมิศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้เทคนิค ความคิดและวิธีการทางภูมิศาสตร์ในการศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้วยการนำเอาศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อที่จะศึกษาว่าพวกลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพมันส่งผลต่อการเกิดโรคและวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างไร โดยนักภูมิศาสตร์จะมีวิธีการวิเคราะห์ในมุมมองของนักภูมิศาสตร์ในเรื่องของเชิงพื้นที่ ที่จะวิเคราะห์ว่าทำไมโรคระบาดเหล่านั้นถึงมีการกระจุกอยู่ในพื้นที่นั้น ทำไมโรคบางโรคถึงเกิดในพื้นที่หนึ่งแต่ไม่เกิดในอีกพื้นที่หนึ่ง ปัจจัยที่ว่าลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ส่งผลต่อการเกิดโรคในพื้นที่เหล่านั้นอย่างไร  อันนี้เป็นประเด็นที่นักภูมิศาสตร์พยายามที่จะหา ซึ่งในปัจจุบันนักภูมิศาสตร์ไม่ได้ดูแค่นั้นแต่เรายังดูในเรื่องของการนำเอาลักษณะทางการบริการทางการแพทย์ เช่น นำเอาระบบสารสนเทศมาใช้ประกอบการพิจารณา พื้นที่ของการให้บริการของโรงพยาบาล หรือเราอาจจะหาเส้นทางในการนำส่งผู้ป่วยจากที่อยู่ที่ตั้งของผู้ป่วยไปสู่โรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วด้วยภูมิศาสตร์แผนที่
ถามว่า ภูมิศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ มีวิวัฒนาการมาอย่างไร ก็มีมานานแล้วในเรื่องของสุขภาพที่มีนักคิดสมัยอดีตอย่างฮิปโปเครตีสก็ได้เขียนบทความอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง น้ำ อากาศและสถานที่ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดโรค เช่นในบางที่มีอุณหภูมิสูง มีความชื้นสูง สิ่งต่างๆ ล้วนส่งผลต่อความเป็นอยู่ของคน สมัยก่อนเรายังไม่มีวิวัฒนาการทางการแพทย์เราก็จะยังไม่รู้หรอกว่าโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร การที่คนไม่สบายเขาก็จะพยายามไปลิงก์กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่นบางที่มีน้ำไม่สะอาดก็ส่งผลต่อสุขภาพหรือการเกิดโรคบางโรคอย่างอหิวาตกโรค ท้องร่วงได้ หรือแม้แต่สถานที่ที่อยู่อาศัยว่ามีอากาศถ่ายเทหรือเปล่า ตั้งอยู่เหนือลมหรือใต้ลม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งสิ้น แต่แนวคิดเรื่องสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมนี้ก็ลดทอนลงไปในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่มีการคิดค้นทฤษฎีเชื้อโรค หมายความว่ามีนักวิทยาศาสตร์เริ่มคิดค้นว่าการเกิดโรคต่างๆ อาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่โรคต่างๆ อาจจะเกิดขึ้นจากจุลชีพตัวเล็กๆ มันก็จะมีการนำเอาเรื่องทฤษฎีตัวเชื้อโรคมาอธิบาย คิดวิธีการป้องกันการเกิดโรคและการรักษาโรคไม่ว่าจะเป็นวัคซีน ยาปฎิชีวนะ ตลอดจนเรื่องการให้ความรู้เรื่องการบำบัดน้ำ ระบบการเก็บขยะ พอมาถึงศตวรรษที่ 20  ทฤษฎีเรื่องเชื้อโรคก็ลดบทบาทลงไปเพราะมันได้เกิดโรคบางโรคที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเชื้อโรคทั้งหมด คือ โรคที่เกิดจากความเสื่อม โรคที่เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไต เกิดจากพฤติกรรมไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ถามว่ามาพฤติกรรมเหล่านั้นมาจากไหน ก็มาจากสิ่งแวดล้อม ก็นำเอาสิ่งแวดล้อมมาอธิบายถึงการเกิดโรคอีกครั้ง ซึ่งนักภูมิศาสตร์การแพทย์มีหลายท่าน แต่ในอดีตจะมีที่รู้จักกันดีอย่าง ดร. John Snow ก็เป็นแพทย์นี่แหล่ะที่สหราชอาณาจักร แต่ช่วงนั้นมีการระบาดอหิวาตกโรค เขาเป็นหมอในยุคนั้น และก็ต้องเผชิญกับโรคประหลาดนี้ เขาสังเกตว่าโรคนี้คนจะเป็นเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ มีประชากรหนาแน่น ซึ่งเมืองในยุคนั้นระบบสาธารณสุขเลวร้ายสุด ๆ ระดับที่เมืองที่สกปรกที่สุดในปัจจุบันยังสะอาดกว่า ก็เลยมีทฤษฎีใหม่ว่า หรือจริง ๆ โรคนี้มันเกิดจากการปนเปื้อนอะไรบางอย่างในสิ่งที่คนรับเข้าไปในร่างกาย และเขาก็ไล่ไปในที่สุด พบว่าผู้ป่วยทุกคนในย่านโซโหของกรุงลอนดอน ล้วนแต่ไปกินน้ำจากที่ปั๊มน้ำสาธารณะเดียวกับที่ถนนบรอด เขาก็เลยสร้างทฤษฎีว่า มันต้องมีอะไรในน้ำจากปั๊มน้ำนี้ที่ทำให้คนป่วย และเกลี้ยกล่อมให้ทางเทศบาลหยุดให้บริการปั๊มน้ำนี่ ซึ่งผลก็มหัศจรรย์มาก โรคระบาดลึกลับค่อย ๆ หายไปจนเกลี้ยงอังกฤษ สิ่งที่ ดร.จอห์นสโนว์ทำก็คือพยายามหาจุดที่เกิดของโรค ทำเป็นแผนที่ บริเวณที่เกิดของโรค ตำแหน่งที่ตั้งของคนที่ติดเชื้อหรือเสียชีวิต และพยายามหาบริเวณของแหล่งน้ำหรือปั๊มน้ำที่มาเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอหิวาตกโรค เมื่อเขาเจอเขาก็สามารถบ่งชี้ว่าตรงไหนที่คนเสียชีวิตหรือติดโรค เอาข้อมูลนี้ไปให้เทศบาลตรงนั้นและทำการปิดปั๊มน้ำตรงนั้นลง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทำให้บริเวณนั้นมีคนตายหรือติดเชื้อลดลง หรืออย่าง ดร.เมย์ของสหรัฐอเมริกา ที่พยายามศึกษาปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์กับการเกิดโรค และเข้ามาศึกษาถึงพื้นที่ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเวียดนาม ศึกษาว่าทำไมการเปิดโรคของ 2 พื้นที่ คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหรัฐอเมริกา ถึงแตกต่างกัน และมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน”
ด้าน อ.ดร. ชาติชาย มุกสง ภาควิชาประวัติศาสตร์ มศว เจ้าของผลงานเขียนเรื่องล่าสุด “จากปีศาจสู่เชื้อโรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย” ที่นำเสนอเนื้อหาทันกระแสการแพร่ระบาด “โควิด-19” ขณะนี้ ว่าเป็นโรคระบาดภัยร้ายแรงที่คร่าชีวิตอย่างรวดเร็วและกระทันหัน ในอดีตที่ผ่านมามนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดอยู่เสมอมา
“ในประวัติศาสตร์ไทย โรคระบาดคือภัยจากปีศาจร้ายที่เกรี้ยวกราด คำอธิบายทางการแพทย์แผนไทยเชื่อกันว่าโรคห่า (โรคที่คนตายเป็นจำนวนมาก) เกิดจากปีศาจทำของเข้า จนกระทั่ง การเปิดรับการแพทย์แผนตะวันตก จากโรคห่าของปีศาจ ได้กลายเป็นโรคที่มาจากการหมักหมมของสิ่งปฏิกูล จนทำให้เกิดอายพิศม์ (ไอพิษ) ลอยมาในอากาศ ใครถูกอายพิศม์เข้าก็ติดโรคได้ ตราบจนกระทั่งการค้นพบ ‘เชื้อโรค’ ความเชื่อที่ว่าโรคร้ายมาจากอายพิศม์จึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็น ‘เชื้อโรค’ ตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
การเปลี่ยนแปลงความรู้ด้านการแพทย์ของรัฐไทยสอดคล้องกับปรับตัวบทบาทของรัฐ จากรัฐจารีตที่ไม่เคยสนใจใยดีพลเมือง มาเป็นรัฐเวชกรรมที่ต้องเข้าควบคุมกำกับเรือนร่างของพลเมืองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ผ่านการสาธารณสุข การแพทย์และการรณรงค์เรื่องสุขภาพ จากปีศาจสู่เชื้อโรค : ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย ของชาติชาย มุกสง จะฉายภาพประวัติศาสตร์ความคิดความรู้ทางการแพทย์ในสังคมไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเพื่อรับมือกับภัยร้ายของโรคระบาด อันจะเป็นบทเรียนที่ดีในยุคสมัยอันมืดบอดที่เราทุกคนต้องเผชิญ

“อาจารย์กุ้ง” หรือ อ.ดร.ชาติชาย มุกสง  ก็ได้อธิบายการนำความรู้วิชาประวัติศาสตร์ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจโรค “โควิด-19” ได้อย่างไร ว่า “คำตอบอาจไม่ง่ายว่าทำไมต้องสนใจประวัติศาสตร์การแพทย์ เพราะการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เราทุกคน เราเจ็บป่วยเราก็ต้องพบหมอเพื่อรักษา ขณะเดียวกันประวัติศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ในการเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตเพื่อนำมาใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อจะได้คาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเป็นไปในอนาคต บทเรียนจากอดีตจะเป็นสิ่งย้ำเตือนให้มนุษย์นำมาแก้ไขปัจจุบัน ซึ่งประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่สนใจศึกษาทุกอย่างที่เป็นชีวิตของมนุษย์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในอดีต กว้างออกไปอีกก็คือการแพทย์เป็นหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ยารักษาโรคเป็นปัจจัยหนึ่งในสี่ที่จำเป็นของชีวิตมนุษย์ การเผชิญกับความเจ็บป่วยของมนุษย์ในอดีตเป็นอย่างไร เผชิญกับความรู้สึกต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร กลัว กลัวอย่างไร เผชิญกับความตาย หรือความเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนในแต่ละยุคเป็นอย่างไร การจัดการทางการแพทย์ในอดีตเป็นประสบการณ์สำคัญที่เอามาใช้ในปัจจุบันกับการจัดการโรคระบาดในปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากการเรียนรู้การจัดการหรือประสบการณ์ในอดีต หรือประวัติศาสตร์ความเจ็บป่วยของมนุษย์ในแต่ละยุค มีความรู้สึกแบบไหน หรือเกิดการร่วมมือกันได้ท่ามกลางสังคมชุมชนที่กำลังมีความขัดแย้ง แต่แปรเปลี่ยนมาเป็นความปรองดองกันในภาวะไม่ปกติเช่นนี้ได้ อย่างเช่นการระบาดของโรคห่าที่เคยเกิดขึ้นสังคมไทยในช่วงยุคหนึ่ง ทำไปทำมาก็กลายเป็นคำพูดด่าทอล้อเล่น ติดปากสนุกๆ เรียกกันว่า ไอ้ห่า ก็อย่าโกรธกันนะ
ตอนนี้เราเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด “โควิด-19” ใครบอกอะไรมานี่เราก็พร้อมจะทำตามนะทั้งที่สังคมไทยเราอาจมีความขัดแย้งกันอยู่ในที แต่เพราะเราเชื่อว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หรือมีชะตากรรมร่วมกันก็กลายมารวมกำลังกันแทน จะเห็นว่าในอดีตทุกครั้งที่มีโรคระบาด มนุษย์เราก็จะพยายามเอาชนะโรคระบาดเสมอมา ซึ่งน่าสนใจและยินดีมากที่มนุษย์เราเคยเอาชนะโรคระบาดมาได้แล้วนะ ซึ่งจากการศึกษาของนักจุลชีววิทยาหรืออะไรก็แล้วแต่ก็พบว่ามนุษย์เราอยู่กับเชื้อโรคมาตั้งแต่เกิดถึง 99.99 % จากสัตว์สู่คน เราต้องมีภูมิคุ้มกันจึงจะรอดพ้นจากโรคได้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตที่เราเคยจัดการกับการระบาดของโรคระบาดได้ในอดีตก็จะเป็นการนำเอามาปรับใช้ได้กับการจัดการการระบาดของโรคระบาดในปัจจุบันได้ คือ เราเรียนรู้จากอดีตได้นั่นเอง และประวัติศาสตร์ของการเจ็บป่วยที่มนุษย์ในแต่ละยุคสมัยเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยนั้น เผชิญหน้าอย่างไร มีความกลัวเหมือนกันไหม กลัวแล้วทำอย่างไร แล้วนำไปสู่ความร่วมมือกันทางสังคม ไม่มีความขัดแย้งหรือปรองดองกันได้ในภาวะไม่ปกติ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์ของความเจ็บป่วย ประวัติศาสตร์การแพทย์ของการระบาดโรคอย่างรวดเร็ว
100 ปีจะเกิดโรคระบาดจริงไหม ก็น่าจะปฏิเสธไม่ได้เพราะข้อมูลประวัติศาสตร์ก็มีมาอย่างนั้นจริง ในปี 2263 การแพร่ระบาดของ กาฬโรค  ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน นับเป็นการระบาดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของยุโรป มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดแสนคน ในเมืองมาร์เซย์ ประเทศฝรั่งเศส ต่อมาในปี 2363 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค หรือ โรคห่า ซึ่งระบาดมายังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 จากการระบาดรุนแรงของอหิวาตกโรคนั้นมีการบันทึกไว้ว่า ในปี 2363 มีการระบาดจากอินเดียเข้ามาไทยผ่านทางปีนัง ทำให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจนเผาศพไม่ทัน คนตายเป็นแสนทั่วโลก ระหว่างปี 2545-2546 ได้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสซาร์ส (SARS) ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดในมณฑลกวางตุ้ง ก่อนระบาดใน 27 ประเทศทั่วโลก แล้วก็มาเหตุการณ์ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ (H1N1) หรือ ไข้หวัดสุกร ในปี 2552 ในปี 2555 โลกได้รู้จักกับเชื้อไวรัสเมอร์ส (MERS) เป็นครั้งแรก ในปี 2557 เกิดการแพร่ระบาดของ ไวรัสโปลิโอ แถมปีนี้ยังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา กระทั่งในปี 2559 เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา จนมาถึงปี 2563 เรา มนุษย์ทั่วโลกต้องล้มตายนับแสนนับล้านคนจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดหนักในหลายประเทศขณะนี้ ก็เป็นคำตอบว่ามันอาจจะปฏิเสธไม่ได้ที่มนุษย์เราอาจจะต้องเจอกับโรคระบาดใหม่ในอีก 100 ปีอีกก็เป็นได้เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วดังกล่าวและโรคระบาดโควิด-19 ตอนนี้ก็จะต้องเป็นอดีตอีกครั้งในอีก 100 ปีข้างหน้า” ประเด็นคือ เราจะเรียนรู้อะไรได้จาก 2 การระบาดครั้งใหญ่ อหิวาตกโรคเมื่อ 200 ปีก่อนและการระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อ 100 ปีก่อน โรคอหิวาตกโรคนี้มันระบาดทำเอาคนทั่วโลกตายไปเป็นล้านๆ คน มาเมืองไทยบ้านเราเรียก “โรคห่า” และคราวนั้นมีคนไทยตายไปราวๆ 30,000 คน  คนยุคนั้นยังไม่รู้จัก “เชื้อโรค” ด้วยซ้ำ
เราผ่านการระบาดของไข้หวัดสเปนมา 100 ปี ผ่านการระบาดครั้งแรกของอหิวาตกโรคมา 200 ปี ก็เรียกได้ว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการในการดีลกับ “โรคระบาด” ดีขึ้น ได้ควบคุมกักกันโรค คือพัฒนาการที่มาไกลกว่าอดีตมากแล้วที่มนุษย์ได้เรียนรู้จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดในอดีตโรคแล้วโรคเล่า จนมาถึงวันนี้ที่มนุษยชาติเรากำลังต่อสู้เอาชนะโรคระบาดใหม่ “โควิด-19” ไวรัสพันธุ์ร้ายแรงคร่าชีวิตคนทั้งโลกลงนับล้าน แต่ด้วยความหวังด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ต่างๆ และการเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตในการเผชิญหน้ากับโรคระบาดทั้งหลายที่ผ่านมา เราก็คงจะผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดไวรัสโคโรน่านี้ไปได้โดยเร็ว โดยไม่สูญเสียไปมากกว่านี้
ขอขอบคุณภาพประกอบข่าว ภาพเปิดเรื่อง ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มศว

Share