สัญญาณเตือน “ตาแห้ง”

โรคที่เกี่ยวเนื่องกับดวงตามีอยู่ไม่น้อย “ตาแห้ง” เป็นหนึ่งในนั้น ทั้งยังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป โดยพบได้นับแต่วัยทำงาน และผู้สูงอายุ

พญ.วรรณิศา  ศุภเจียร์พันธ์ จักษุแพทย์เชี่ยวชาญ สาขากระจกตา ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความรู้คำแนะนำการดูแลสุขภาพตา หลีกไกลจากตาแห้ง (Dry eye) โรคที่พบได้บ่อยว่า โรคตาแห้ง เกิดจากหลายสาเหตุ โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสียสมดุลไปของฟิล์มน้ำตาของคนเรา และในกรณีที่ตาแห้งมากๆก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของผิวดวงตาตามมาได้

“ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตาแห้ง มีทั้ง ความเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยที่พบมากที่สุดคือ อายุ เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นก็มีโอกาส มีความเสี่ยงที่จะเกิดตาแห้งเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะต่อมน้ำตาจะฝ่อไปตามวัย การสร้างน้ำตาจะน้อยลงทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดตาแห้งในผู้สูงอายุ

อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ ฮอร์โมน โดยเฉพาะเพศหญิงมีโอกาสตาแห้งมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะหญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งฮอร์โมนเริ่มต่ำมีโอกาสพบตาแห้งได้มากกว่าคนทั่วไป ส่วนปัจจัยอื่นๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่พบคือ การใช้ยาในกลุ่มยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ซึ่งทำให้การผลิตน้ำตาน้อยลงได้ก็มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดตาแห้งได้เป็นต้น”

คุณหมอวรรณิศา ให้ความรู้เล่าถึงอาการตาแห้ง รวมถึงให้คำแนะนำสำหรับการสังเกตอาการเพิ่มอีกว่า อาการตาแห้งสังเกตได้โดย หากกระพริบตาแล้วมีความรู้สึกฝืดเคืองในตา หรือบางคนมาด้วยอาการแสบตา โดยเฉพาะเมื่อใช้สายตาไปนานๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือเพ่งหรือจ้องมองอะไรนาน โดนลมโดยตรง หรือมีความรู้สึกเหมือนมีผงในตา ระคายเคือง มีอาการหนักๆในตาและอีกอาการที่เป็นได้คือ ตามัวเป็นพักๆ หลักจากการใช้สายตามากๆ ซึ่งก็เป็นอีกอาการของโรคตาแห้งเช่นกัน แต่สำหรับอาการตาแห้งรุนแรงมากๆ ก็อาจมีอาการตาแดง ตาอักเสบร่วมด้วยได้

“ตาแห้งที่พบได้ในประชากรทั่วไป ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับรุนแรงน้องหรือปานกลาง อาการที่เกิดขึ้นโดยมากจะสร้างความรำคาญใจ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอาการตาแห้งรุนแรง โดยกลุ่มนี้มักมีโรคประจำตัวบางอย่าง ส่วนใหญ่เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่มาต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง และเมื่อมีอาการตาแห้งมาก อาจทำให้ผิวกระจกตาบาดเจ็บ ทำให้ตามัว เกิดการอักเสบ ตาแดง ฯ ส่งผลตาการมอง”

หากพบความผิดปกติจึงไม่ควรวางใจ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะถ้าเมื่อเริ่มมีอาการมัวมากขึ้น การดูแลป้องกัน จากที่กล่าว ตาแห้งมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากสภาพแวดล้อม การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงมีความสำคัญ อย่างเช่น ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานๆไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือ ไม่ควรจ้องหรือเพ่ง ใช้สายตานานติดต่อกันเกิน 20 นาที ควรพักสายตาทุกๆ 20 นาที หลีกเลี่ยงการโดนลมโดยตรง รวมถึงการใช้ยาที่มีผลทำให้ตาแห้ง ก็ควรหลีกเลี่ยง แต่หากมีความจำเป็นไม่แนะนำให้ใช้ติดต่อกันนานๆ

นอกจากนี้คุณหมอให้ความรู้กล่าวถึงยาที่ใช้รักษาตาแห้ง โดยตัวหลักคือ กลุ่มน้ำตาเทียม โดยความถี่ในการหยอดน้ำตาเทียมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยถ้าตาแห้งที่รุนแรงอาจต้องใช้ยากลุ่มอื่นรักษาร่วมด้วย เช่น ยาลดอักเสบหยอด หรือยาฆ่าเชื้อหยอดหรือรับประทาน ซึ่งน้ำตาเทียมเป็นเหมือนการทดแทนน้ำตา ให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา นอกจากนี้หากมีโรคต่อมไขมันที่เปลือกอุดตันก็ต้องรักษาร่วมไปด้วย ทั้งนี้ ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ การทะนุถนอม ดูแลสุขภาพตาจึงควรให้ความสำคัญไว้นับแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้เพื่อชะลอความเสื่อมถอย และหลีกไกลจากโรคที่เกี่ยวเนื่องกับดวงตาก่อนเวลาอันควร

ข้อมูล : พญ.วรรณิศา  ศุภเจียร์พันธ์ จักษุแพทย์เชี่ยวชาญ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เรื่อง : คุณอาธร สิทธิสาร หน่วยสื่อสารองค์กร งานบริหารทรัพย์สิน ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ภาพ : คุณอาธร สิทธิสาร health.mthai

Share