สุวิทย์ รมต.อว.ยก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ “70 ปี แห่งการสร้างคน” พร้อม รร.สาธิตฯ ประสานมิตร : ตัวอย่าง Living Lab ด้านการศึกษาเด็กไทย

ภาคต่อเนื่องจากการที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรกของกระทรวงและคนปัจจุบัน ได้มาเยี่ยมมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบปะกับทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ไปเยี่ยมโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตรในวันเดียวกันนั้น ภายหลังเจ้ากระทรวง ดร.สุวิทย์ ก็ได้โพสต์ทัศนะของตนเองผ่านทาง Facebook ของท่าน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาคมชาว มศว แต่นี้สืบไปยังภายภาคหน้า จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อให้เป็นที่รับรู้ร่วมกันทั้งในภาคส่วนของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ในการขับเคลื่อนบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยยั่งยืน”“ผมได้ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือที่รู้จักกันดีในนาม มศว ครับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 โดยได้พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง พัฒนามาเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา จนมาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในปัจจุบัน ซึ่งมีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ครับ ผมได้พบกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและตัวแทนน้องๆ นิสิต รวมทั้งได้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้วยครับ
องค์ความรู้ของ มศว นั้น ครอบคลุมทุกศาสตร์ ตั้งแต่จุดเริ่มของมหาวิทยาลัย ที่เริ่มมาจากด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จนตอนนี้ได้ขยายรวมไปถึงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เป็น Integrated education อันจะนำไปสู่การสร้าง Innovation ซึ่งตรงกับภารกิจของประเทศที่มุ่งสู่การเป็น Value-based economy และ Innovation nation ครับ โดยถ้าเปรียบกับคน ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่เอาสมองซีกซ้ายและขวามาทำงานร่วมกันอย่างสมดุล
ภารกิจหลักของ มศว คือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรม ซึ่งการสร้างคนนั้น ต้องมีทั้ง Reskill Upskill และ New skill เพราะหลายวิชาชีพได้ถูก disrupt ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของบริบทโลกในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัวและเตรียมพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ศตวรรษที่ 21 เช่น การทำการศึกษาและงานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย การลงทุนด้านการศึกษากับเด็กตั้งแต่แรกเกิดและรวมไปถึงตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์มารดา จะเห็นได้ว่า อาชีพครูในอนาคตนั้น เป็นอาชีพที่มีโอกาสมากมายครับ กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องไม่เหมือนเดิม มหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกันบน Open collaborative platform และมี Degree of freedom เพื่อปรับตัวให้ตอบรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและปัญหาของประเทศที่ประสบอยู่
ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารและตัวแทนนิสิต ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือการทำอย่างไรให้เด็กไทยพร้อมรับกับ globalization ไม่กลัวการปฏิสัมพันธ์กับคนต่างชาติ กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงออก ผมขอเรียนว่าการศึกษาต้องสร้าง Social innovator โดยใช้ Design thinking เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นแล้ว เด็กไทยไม่ได้ด้อยภาษากว่าเด็กญี่ปุ่นเลย แต่เด็กไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอชาวต่างชาติในชีวิตจริง จึงขาดโอกาสการเรียนรู้ซึ่งต้องอยู่บน Global context ไม่ใช่เพียง Local context ครับ ตอนนี้รัฐบาลไทยมีทุนการศึกษาจำนวนมาก ที่สนับสนุนให้เด็กไทยออกไปเปิดโลกกว้าง เรียนรู้วิชาการและประสบการณ์ชีวิตในต่างแดน แต่สมัยนี้ เด็กที่มีความสามารถก็ไม่อยากได้รับทุนรัฐบาลไทย เนื่องจากมีระเบียบข้อผูกมัดตามมาอีกมหาศาล ซึ่งผมมองว่า ระบบการให้ทุนแบบนี้เป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว ปัจจุบัน โลกแข่งกันแย่ง Talents ดึงคนเก่งๆให้เข้ามาในประเทศของตนหากเราไม่ปรับปรุงกฎระเบียบพวกนี้เราจะเสียโอกาส เสียทรัพยากรไปให้ประเทศอื่นๆ ที่มีทุนที่ยืดหยุ่นได้ให้นักศึกษาต่างชาติครับ
อีกประเด็นคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องระบบการศึกษาไทย ซึ่งเราต้องพัฒนาและปรับปรุงให้ก้าวทันกับโลกครับ ผมได้รับข้อมูลว่า คณะศึกษาศาสตร์ มศว กำลังทำแผนบูรณาการพัฒนาต้นแบบครูของไทยด้วยงานวิจัย ซึ่งจุดประสงค์คือเพื่อสร้างครูต้นแบบของประเทศ ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาถึง 167 แห่งทั่วประเทศ ที่มีภารกิจในการผลิตครู เพราะฉะนั้น หากเราสามารถสร้างต้นแบบที่ดี ก็จะทำให้สามารถขยายผล นำไปพัฒนาหลักสูตรที่อื่นๆได้ต่อไป ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต (Investment for the future) และผมขอให้คณะศึกษาศาสตร์ ทำการวิจัยในเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เพราะเรื่องของครูคือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของการสร้างคน การเป็นครู ต้องสร้างทั้งความเป็นครูและความเป็นตน มีจิตสาธารณะ มีความรู้เชิงระบบของการศึกษาและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ลึกและกว้างพอ เพื่อสร้างปัญญาหรือ Wisdom ให้เกิดขึ้น โดยผมขอให้ มศว ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องครับ
นอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว มศว ก็ยังมีโรงเรียนสาธิตในสังกัด ซึ่งการเป็นโรงเรียนสาธิตนั้น คือการเป็น Sandbox เพื่อทดลอง ทดสอบ ลองของใหม่ๆ เป็น Experimental platform โดยต้องกล้าที่จะล้มเหลว (Dare to fail) และทำลายตนเองก่อนที่คนอื่นจะทำลายเรา (Creative destruction) ในลักษณะของ Living lab ด้านการศึกษาไทยครับ ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายมัธยม
ผมเชื่อว่าประวัติอันยาวนานถึง 70 ปี ของ มศว ผนวกกับองค์ความรู้ที่สั่งสมมาและความตั้งใจจริงของเหล่าครูอาจารย์ จะช่วยส่งเสริมให้ มศว เป็น “มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร” ดังความหมายของชื่อ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” ครับ

รร.สาธิตฯ ประสานมิตร : ตัวอย่าง
Living Lab ด้านการศึกษาเด็กไทย
โพสต์ที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องการเยี่ยมชมและมอบนโยบายให้กับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒไปแล้วนะครับ วันเดียวกันนั้นเองผมได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ซึ่งผมเชื่อว่าการเป็นโรงเรียนสาธิตนั้น คือการเป็น Sandbox เพื่อทดลอง ทดสอบ ลองของใหม่ๆ เป็น Experimental platform โดยต้องกล้าที่จะล้มเหลว (Dare to fail) และทำลายตนเองก่อนที่คนอื่นจะทำลายเรา (Creative destruction) ในลักษณะของ Living lab ด้านการศึกษาไทยซึ่งเมื่อผมได้ฟังบรรยายสรุปและได้พบกับเด็กๆ สาธิตประสานมิตรแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าสาธิตฯ ประสานมิตรเป็นหนึ่งในตัวอย่างต้นแบบที่ดีในการเป็น Living Lab ของการศึกษาไทยครับ

โรงเรียนสาธิตฯ ประสานมิตร มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับศักยภาพความถนัด ความชอบของนักเรียนแต่ละบุคคล เพราะเชื่อว่าผู้เรียนสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพหรือปัญญาด้านต่างๆ ให้สูงขึ้นได้ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคคล โดยการจัดการศึกษาของทางโรงเรียนนั้นในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้นจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนค้นหาตัวเอง ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นอาทิ เช่น ทักษะการคิดทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การใช้เหตุใช้ผล การทำงานเป็นระบบ อ่านออกเขียนได้ทางดิจิทัล (Digital literacy) มีทักษะการสื่อสารทางสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ มีการออกแบบหลักสูตรให้มีการพัฒนาและทดสอบความถนัดทั้งสองซีกซ้ายและขวาเพื่อให้เด็กๆ หาตัวตนของตัวเองได้
สำหรับในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่ได้มีแค่สายวิทย์ฯ หรือสายศิลป์ฯ ให้เด็กๆได้เลือกเท่านั้น แต่ทางโรงเรียนได้เปิดกว้างในสาขาวิชาเอกต่างๆที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนและรองรับอาชีพในอนาคตไว้ด้วยกันถึง 22 วิชาเอก เช่น เอกวิทยาศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ เอกแอนิเมชั่น วิชาเอกดิจิทัล มีเดียอาร์ต เอกดุริยางคศิลป์ วิชาเอกพลศึกษา เอกอาหารการโรงแรม เป็นต้น โดยในทุกสาขาวิชาเอก โรงเรียนมีความพร้อมของสภาพห้องเรียน ห้องฝึกปฎิบัติการในศาสตร์สาขาต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนเพื่อให้ผู้เรียนในแต่ละสาขาได้ฝึกปฏิบัติจริง และเรียนรู้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งในปัจจุบันวิชาเอกที่เปิดใหม่และตอบรับกับการจัดการศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 คือ กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Engeneer Artificial Intelligence :
E-AI ) กลุ่มสาขาวิชา คณิต-วิศวะ (Mathematic Engineer: ME) และกลุ่มสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ
( Information Technology : IT) ที่มีเป้าหมายในการสร้างผู้เรียนที่รู้ทันเทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับศาสตร์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาผ่านรูปแบบการทำโครงงานเป็นฐาน โดยสาขาวิชาเอกต่างๆ เหล่านี้เด็กๆ จะได้ฝึกฝนจากประสบการณ์ตรงเพื่อสามารถตอบตัวเองได้ว่าในอนาคตจะประกอบอาชีพด้านใดและจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยในคณะใดเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากมัธยมปลายหรือหากเรียนแล้วไม่ชอบด้านนี้ เด็กๆ ก็สามารถย้ายสาขาเมื่อถึงตอนสอบเข้าในระดับอุดมศึกษาได้เช่นกันครับ
การพัฒนาคนในโลกอนาคตนั้น เป็นการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ดังนั้นหากเราสามารถหล่อหลอมเยาวชนของเราให้มีทักษะกระบวนการคิดที่มีตรรกะ กล้าที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะลองผิดลองถูกดังเช่นที่สาธิตฯประสานมิตรสอนเด็กๆ ก็จะทำให้เราสามารถสร้างคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ รักการเรียนรู้ และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ครับ ผมได้กล่าวไว้กับผู้บริหาร มศว ว่า มศว เปรียบเหมือนตักศิลาในการสร้างครู ในขณะเดียวกันผมก็อยากให้ สาธิตฯ ประสานมิตร เป็นตัวอย่าง Living Lab ด้านการศึกษาของเด็กไทยครับ ในอนาคตผมจะขยายโมเดลโรงเรียนต้นแบบนี้ไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในเครือสาธิต เพื่อให้เด็กอื่นๆ ได้มีโอกาสเช่นนี้บาง เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ผมให้ความสำคัญครับ

Share