รมต.อว. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ยก มศว ต้นแบบสร้างคนสร้างครู สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม ย้ำ มศว ก้าวถูกทาง ตอบโจทย์ผลิตครูศตวรรษที่ 21 พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ผมคิดว่าผู้ที่คิดตรากราฟสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ฉลาดหลักแหลมและมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล เพราะเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นนั้น เสมือนเข็มทิศชี้นำทิศทางของความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย แสดงให้เห็นว่าผู้คิดได้เล็งเห็นอนาคตของ มศว เอาไว้แล้วว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของการศึกษาเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้น” ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเริ่มในโอกาสที่มอบนโยบายแก่ มศว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร

โอกาสนี้ รมต.อว. ได้บรรยายพิเศษถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ โดยรัฐมนตรีสุวิทย์ได้กล่าวว่า 70 ปีที่ผ่านมา มศว ได้พัฒนามาไกลมากและหยั่งรากลึกในเรื่องการสร้างครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู เป็นมหาวิทยาลัยที่มีรากเหง้าที่เข้มแข็งในเรื่องของการผลิตครูที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีลักษณะของการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และก็มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ด้านสุขภาพการแพทย์ในเวลาต่อมา อีกทั้งยังมีการสร้างองค์ความรู้หลากหลาย สร้างนวัตกรรม สอดคล้องกับพันธกิจของกระทรวง อว. ด้วยเช่นกัน มีการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ที่มีคุณค่าทางสังคม เรื่องของ Creative Innovation ที่เห็นชัดเรื่องของการนวัตกรรมสร้างสรรค์ Jewelry การสร้างสรรค์นวัตกรรมผ้าไหมที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Thailand Creative 4.0
การบริหารดำเนินกิจการของ มศว ต้องถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังสนองตอบแนวนโยบายของกระทรวง อว. ในเรื่องการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม เป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถผสมผสานกลมกลืน สร้างสมดุลของศาสตร์ด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์ เหมือนคนที่ใช้ทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวาด้วยกันได้อย่างดี โดยเฉพาะการเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีหน้าที่มีพันธกิจในการสร้างครู ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในการสร้างคนให้เป็นคนดีมีคุณภาพกับสังคม มศว ยังได้ชื่อว่าเป็นองค์กรภาครัฐที่สร้างองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรมน่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างมากมาย ซึ่งต้องยอมรับว่า มศว พัฒนามาจากรากฐานที่ยาวนานและลึกมากถึง 70 กว่าปีและกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 71 แล้วด้วย เป็นรากฐานที่ลึกมากในด้านการสร้างครู ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ อันนี้ก็สำคัญมากที่เราจะต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพราะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เป็นเรื่องของการพัฒนาจิตใจคน มศว มีครบทุกด้านทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ที่มีมาแต่ก่อน ต่อมาก็มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และด้านสุขภาพ รวมไปถึงด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสร้างนวัตกรรมต่างๆ ก็มีมากด้วยเช่นกันในขณะนี้  ผมคิดว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเสน่ห์ ในการสามารถสร้างสมดุลระหว่างความเป็นศิลปะและความเป็นวิทยาศาสตร์ ผมจึงคิดว่า มศว มี 2 เรื่องที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นต้นแบบได้ คือ การสร้างคนสร้างครู ทำให้มหาวิทยาลัยมีจุดเน้น จุดเด่นเฉพาะตัวและตอบโจทย์ประเทศได้ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา “ผมอยากฝากให้ มศว เป็นตักศิลาดังที่เคยเป็นมาต่อไป ทำหน้าที่ในการสร้างครู สร้างครูของครู สร้างครูในศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำวิจัยเชิงระบบในเรื่องของการจัดการศึกษา การเรียนรู้และการสร้างครูในศตวรรษที่ 21 ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเราสามารถกำหนดนโยบายการศึกษาและกระบวนการการเรียนรู้ในอนาคตได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินอยู่อย่างสมเหตุสมผล เป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืนได้ ฝากให้ มศว ไปขับเคลื่อน อีกอย่างที่ผมอยากจะฝากความตั้งใจไว้ คือผมอยากให้ มศว เป็นต้นแบบในการผลิตครูให้กับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เนื่องจากภารกิจหลัก มรภ.ข้อหนึ่ง คือ เรื่องการผลิตครู และหาก มรภ.ทั้ง 38 แห่ง สามารถผลิตครูให้ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสมบูรณ์และมีมาตรฐานคุณภาพที่ดีพอ ผมก็เชื่อว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เพราะ มรภ.เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ เราจึงต้องยกระดับ มรภ. ให้ความสำคัญ ทำให้การศึกษาเข้าถึงคนในชุมชนพื้นที่บ้านเกิด ทำให้รักและอยู่ติดพื้นที่ พัฒนาท้องถิ่นได้และมีศักดิ์ศรีไม่ต่างจากคนในเมืองได้ ไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวในสังคมเมือง ก็จะไม่เกิดปัญหาครอบครัวแหว่ง หรือการเข้ามาหางานในเมือง กลุ่ม มรภ.จะต้องเป็นเสาหลักของพื้นที่ และหนึ่งในตักศิลาอยู่ที่ มศว ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องทำความร่วมมือกันอย่างแนบแน่น ทั้งเรื่องการสร้างคน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนและการศึกษา สร้างความร่วมมือกันในลักษณะหุ้นส่วน ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดพลังในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการบันทึกข้อคิดและสิ่งที่รัฐมนตรีสุวิทย์ได้มอบฝากให้ไว้กับ มศว ในวันที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งนี้ ข่าวประชาสัมพันธ์ SWU Weekly สื่อออนไลน์ช่องทางนี้ของมหาวิทยาลัย จึงขอถอดเทปบันทึกจากคำพูดของรัฐมนตรี อว. ท่านนี้ ให้ไว้เป็นประจักษ์หลักฐาน ดังนี้

“ผมเป็นรัฐมนตรีใหม่ของกระทรวงใหม่นี้ ซึ่งกระทรวงนี้มีพันธกิจในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม ก็มีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมของคนในศตวรรษที่ 21 มีความเกี่ยวข้องกับ มศว ก็เป็นเรื่องของการสร้างคน สร้างครู เตรียมครูในศตวรรษที่ 21 เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เราพูดอยู่เสมอว่าศตวรรษที่ 21 นั้นขับเคลื่อนด้วยคนด้วยปัญญา อีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่าน ขับเคลื่อนประเทศไปสู่สิ่งที่เป็นนวัตกรรมได้อย่างไร กระทรวงนี้มี 3  Keywords คือหนึ่งเราจะสร้าง Smart Citizen ได้อย่างไร สอง เราสร้างคนให้เป็น Smart Citizen เราจึงต้องการสร้างองค์ความรู้ มาวันนี้ผมได้เห็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ซึ่งมีด้วยกัน 4 ด้าน ที่เราพูดถึง มศว ว่ามีรากมาจาก Social Science และ Humanities  หลังจากนั้นเรา Modify ไปสู่เรื่องของ Pure Science เรื่องของสาธารณสุข เรื่องของการแพทย์ และสุดท้ายกลับมาหลอมหลวมในเรื่องของ Learning Education  ตรงกับโจทย์ของการขับเคลื่อนประเทศที่ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มันเป็นเรื่องของดีไซน์ ครีเอทีฟ ในช่วงที่ผ่านมา 70 กว่าปีนี้ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไม่ได้มาจากเรื่องของศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ แต่เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้กระจายปรับเปลี่ยนออกไปจนมีความโดดเด่นมากขึ้นในหลายด้าน มศว ยังมีเรื่องของ Creative Economy แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เริ่มมาจากเรื่องของสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ก็จริง แต่ทุกวันนี้ก็ได้ตอบโจทย์ของประเทศในส่วนที่ อว. มีหน้าที่ด้วยใน 3 ส่วน ซึ่งส่วนที่ 3 นี่คือเรื่องของนวัตกรรม ซึ่งเหมือนเรื่องนวัตกรรมนี่จะอยู่ในดีเอ็นเอของ มศว มาวันนี้ผมไม่สงสัยแต่ผมอยากมีความคาดหวังแก่ประชาคม มศว ก็อยากที่บอกว่า การสร้างคนในอนาคตของกระทรวงใหม่แห่งนี้ เราจะเรียกว่าเป็น Live Long Education โจทย์นี้เปลี่ยนแล้วแม้ว่าเราจะไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการแต่เราจะเชื่อมต่อกระทรวงศึกษาธิการว่าคนอายุ 18 จนถึงสูงวัยนี้ เราจะดูแลเขาอย่างไร เพราะฉะนั้น เราจะมีคน 3 Segments ด้วยกันที่จะต้องดูแล คือคนที่อยู่ในแวดวงบัณฑิต อีกลุ่มหนึ่งที่ถือว่าน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่น่าสนใจของมหาวิทยาลัยคือลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มคนที่ทำงานแล้ว ซึ่งจะเป็นจะต้องถูก re-skill หรือ up-skill หรือ new-skill เขา ด้วยเหตุที่อาชีพที่เขาอยู่นั้น หลายๆ วิชาชีพอาจจะถูก disturb ไป สิ่งที่ผมอยากให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ช่วยเตรียมก็คือ อะไรคือ Plan for the Future  อะไรคือ Skill for the Future  หลายสิ่งหลายอย่างของ Skill for the Future   ไม่ใช่ Class Skill มันเป็นเรื่องของ Skill ในการตัดสินใจ Skill ในศตวรรษที่ 21  ตรงนี้เป็นเสน่ห์ของที่นี่ ของ มศว มันมีกลุ่มบัณฑิตที่ต้องผลิต ขณะเดียวกันมันมีเรื่องของคนที่อยู่ใน Work Course ที่จะต้องถูก Recycle และก็ aging อีกล่ะ เพราะฉะนั้น Education ของ aging สำคัญมากนะครับ ณ วันนี้โลกมันเปลี่ยนแล้ว เมื่อก่อนเราอยู่ในชีวิตแบบเรียนๆ แล้วก็ทำงาน เกษียณแล้วก็จบ ณ วันนี้มันไม่ใช่ อายุมันยาวขึ้น เราต้องทำงานมากขึ้น ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ เป็นวงกลมของการ Learning and Working dyowx ตรงนี้มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัย ว่ามหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์ 3 กลุ่มนี้อย่างไรเพื่อจะทำอย่างไรให้ aging ที่เรามีอยู่เป็นพลังของสังคม เอาแต่เรื่องของการผลิตครู การผลิตครูในอนาคตจะต้องตอบโจทย์ใน 3 กลุ่มนี้ เพราะฉะนั้นครูในอนาคตไม่ใช่ครูสำหรับเด็กประถม มัธยม อย่างเดียวแต่ต้องเป็นครูสำหรับเด็กตั้งแต่หลังคลอดเหมือนที่รัฐบาลเน้นนโยบายเรื่องของมารดาประชารัฐก็เพราะอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่า การลงทุนในเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์เลยด้วยซ้ำ จะได้ผลลัพธ์กลับมา 7 เท่า เราจึงจำเป็นต้องมีครูที่เก่งก่อนปฐมวัยด้วยซ้ำ แต่ครูที่ผลิตขึ้นมาที่จะสอนเด็กในอนาคต เป็นเรื่องของประสบการณ์ ครูที่จะไปสอนคนที่มี Up-Skill คนที่มีความรู้ นั้นจะเป็นครูอย่างไร อาชีพครูนั้นผมคิดว่ามันมีโอกาสอะไรอีกมากมาย ผมว่ามีอะไรที่ต้องตอบโจทย์อีกเยอะแยะ นั้นคือเรื่องของการสร้างคน

ในเรื่องที่สองคือเรื่องของการสร้างคนเพื่อสร้างองค์ความรู้ องค์ความรู้ที่ได้นั้นต้องเป็นองค์ความรู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ เราเรียกรวมๆ ว่า RDI (อาร์ดีไอ) การจะเป็นครูของคนในอนาคตจะต้องมีอะไรที่เป็น Frontier Knowledge  เราจะต้องมีเรื่องของ Approach เรื่องของ Mythology ของความเป็นครู สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยที่ผมเชื่อว่า มศว ยืนอยู่ในจุดนี้มาตลอดเวลาคือ Spirit ของความเป็นครู ผมถึงเน้นคำว่า ครู ไม่ได้เน้นคำว่าอาจารย์ เพราะครูก็คือครู Spirit ไม่เปลี่ยนแปลง Spirit เป็น Time Independence  แต่มีอีกหลาย Factors ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลี่ยนแปลงตามบริบท ครูจะต้องถูกสอนในสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน แต่ต้องหยั่งลึกและพร้อมกันนั้นจะต้องมีสิ่งที่แปรตามบริบทอย่างไร นี่คือโจทย์ที่สำคัญ เพราะฉะนั้น Research ส่วนหนึ่งจะต้องเป็นงานวิจัยที่มี  Education  Innovation ด้วย โดยเฉพาะ Learning Innovation ทำอย่างไรที่ AI จะเป็นเครื่องมือของครู ทำอย่างไรที่เด็กที่เราสอนนั้นจะ Combine ระหว่าง HI คือ Human Intelligence กับ AI คือ Artificial Intelligence ลงตัวอย่างกลมกลืนในทิศทางที่ไม่ได้เป็นทาสของ AI แต่ในทิศทางที่เขาไม่ได้ปฏิเสธ AI ครูในอนาคตจะต้องล้ำหน้าพอที่จะเรียนรู้ AI ก่อนเพื่อจะเรียนรู้ว่ามันเป็นตัวช่วยในกระบวนการเรียนรู้ในการที่จะทำให้เกิด Experiential Curve ถ้าเรายังปฏิเสธแล้วบอกว่ายังเป็นรูประฆังคว่ำ แต่เรายังมุ่งมั่นว่า มศว เรายังเป็น Experiential Curve พุ่งขึ้น เราก็ปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกๆ วิชาชีพในอนาคตถึงต้องมี AI ณ วันนี้ กระทรวงถึงมีแคมเปญหนึ่งที่เราจะเปิดตัวออกมา เรียก AI for ALL ตอนนี้เราเรียกว่า AI for Thai  เป็น AI สำหรับคนรุ่นใหม่  AI สำหรับคนทั่วไป AI สำหรับนักธุรกิจ ตรงนี้เป็นเทรนด์ที่ผมคิดว่าเราจะต้องรับรู้

ในส่วนที่ 2 ผมคิดว่าทุกมหาวิทยาลัยในอนาคตมันจะต้องปรับไปสู่  Data ditigal platform  ตรงนี้คือ AI เกิดแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับมันอย่างไร มศว น่าสนใจมากในส่วนงานวิจัยที่จะมาเกี่ยวข้องเพราะ มศว ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีเทคโนโลยีอย่างเดียว มันคือเรื่องของการ Integrated วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มันคือเรื่องที่เอาศาสตร์เหล่านั้นมาผสมกันภายใต้การวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเทศอย่างลงตัว มันมีหลายเรื่องนะครับ อย่างเรื่อง Creative Economy หรือวันหนึ่งมันจะเข้าไปสู่เรื่องของการเข้าใจรากของวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง หรือการที่เราจะเอา Creative Economy มาสร้าง Story Telling ของสินค้าที่มีอยู่ดาษดื่นของ OTOP ของสินค้า GI ของเรื่องของการสร้าง Local Tourism หรือ Local Economy ได้อย่างไร เสน่ห์ต่าง ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากวิทยาศาสตร์นะครับ แต่มันถูกฝึกสร้างขึ้นมาจากเรื่องของมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ สำคัญ เพราะฉะนั้นความลึกซึ้ง ถ้า มศว จะเล่นเรื่อง Creative Economy  ยังมีเรื่องให้เล่นอีกเยอะ แล้ว Creative Economy  ที่แท้จริง ในฐานะที่ มศว ต่อ Jigsaw ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ในอนาคต Creative Economy ที่ มศว จะเล่น จะเป็นเรื่องที่ทั้ง High Tech และ High Touch ตรงนี้คือเสน่ห์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่เราไม่ต้องการมาเบ่งตัวเองเป็น Comprehensive Universityไม่งั้นจะตกหลุมพรางตกเหวกันหมดเนื่องจากว่าทุกคนเป็น Communities หมด แต่ผมคิดว่าเสน่ห์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สามารถที่จะ เหมือน เพชรในตม คือเราจะทำอย่างไรที่เราจะมาเจียระไนออกมาได้งดงามอีกมากมาย เป็น fundamental ที่แข็งแรงใน 70 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ผมไม่มีข้อสงสัยในเรื่องของนวัตกรรมที่จะรังสรรค์มาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพราะเป็นนวัตกรรมที่เป็นทั้ง Deep Tech และ Deep Touch  มีอะไรหลายๆ อย่างที่มันเป็น Art and Science พูดง่ายๆ คือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้คือคนที่สามารถเอาสมองซีกซ้ายและซีกขวามาทำงานได้ร่วมกันอย่างสมดุล เพราะฉะนั้นก็คือสิ่งที่ตอบโจทย์ของกระทรวงนี้คือสร้างคน สร้างองค์ความรู้เพื่อไปสู่นวัตกรรม ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างสมบูรณ์
มีสิ่งหนึ่งครับ ที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้น่าจะเป็นหัวหอก น่าจะเป็นตัวที่เป็นตักศิลา ก็เรียนถามท่านอธิการบดีว่า เอ๊ะ! เราเป็นสาธิตแห่งแรกหรือเปล่า เป็นสาธิตแห่งแรกเมื่อปี 2497 ตรงนี้ผมคิดว่า Spirit ของความเป็นสาธิตยังต้องเก็บเอาไว้ ณ วันนี้ สาธิตมีทั้งหมด 30-40 แห่งใช่ไหมนะ มันกลายเป็นโรงเรียนธรรมดาหมด แต่คนอยากจะส่งลูกมาเรียน ไม่ได้ Keep Spirit ของความเป็นสาธิต สาธิตต้องเป็นสนามทดลอง สนามทดสอบสิ่งใหม่ๆ ต้องเป็นสนามทดลองนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น กล้าที่จะคิดแบบ dare to fell กล้าที่จะลองของสิ่งต่างๆ สิ่งใหม่ๆ เพื่อไปตอบโจทย์ของกระบวนการเรียนรู้ในโลกของศตวรรษที่ 21 ได้ ในเมื่อโรงเรียนสาธิตของ มศว เป็นตักศิลา ผมคิดว่าก็เป็นอะไรที่เราต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองก่อนที่คนอื่นจะมาทำลายเรานะครับ ส่วนนี้ผมคิดว่าเราคงจะสร้างกระบวนการใหม่ของการเรียนรู้และการศึกษาในไทย ผมอยากฝากให้โรงเรียนสาธิตแห่งนี้เป็น Living Lab มันโชคดีที่มันไม่ได้เป็น Lecture Lab แต่มันเป็น Living Lab ที่เราทดลองทดสอบจนรู้  ตรงนี้ผมคิดว่าปัญหามันมีโอกาสเสมอ ที่ท่านอธิการบดีเสนอว่า อีกไม่กี่ปีนี่เราจะมีครูว่างอยู่แสนสอง มันเป็นโอกาสที่จะเติม gab นี้พร้อมกับคุณภาพและพร้อมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะฝากที่นี่ไว้
ส่วนที่สองนี้ ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย มันจะต้องมีตัวตน ในศตวรรษที่ 21 นี่ มหาวิทยาลัยทุกที่จะเป็น Open University ไม่ใช่ Close University ต้องอยู่ใน Global Open University Platform ด้วยซ้ำไป นโยบายของกระทรวง เราจะแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือ มหาวิทยาลัยที่มีลู่วิ่งเป็นของตัวเอง มหาวิทยาลัยอีกกลุ่มหนึ่งจะไปเล่นเรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรม อีกกลุ่มหนึ่งจะไปเน้นเรื่องการพัฒนาฐานรากเศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ ก็เป็น Choice เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นกลุ่มไหน เมื่อเรารู้ตัวตน รู้จุดแข็งของเรา เราจะรู้ว่าเราจะวิ่งในลู่ไหนเพราะผมคิดว่าเรากำลังช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่าอยู่ที่การเปลี่ยนแปลง คนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ จริงๆ คือ ‘มหาวิทยาลัย’ เพราะมหาวิทยาลัยนั้นเป็นที่รวมศูนย์ของปัญญา โจทย์ที่ผ่านมาอาจจะไม่ชัด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้และผมพยายามทำคือ ตั้งโจทย์ให้ชัด เมื่อโจทย์ชัด นโยบายก็ชัด ที่เหลือคือการบริหารจัดการ  การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยมีตัวตนที่ชัดเจนและรู้ว่าจะให้ Spotlight มาส่องเราที่จุดไหน เช่น เรื่องของการที่ยก platform ของมหาวิทยาลัยไทย
สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะเรียนคือภารกิจของกระทรวงนี้แม้ว่าจะพูดเรื่องของการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม นั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่มหาวิทยาลัย ดังนั้น เราจึงมีนโยบายให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0  สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ Relaxing ปลดล็อคเรื่องของ มกอ.  เรื่องของ governance  หรือการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ เรากำลังทำในส่วนนี้อยู่ ปลดล็อคอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้มหาวิทยาลัยปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมา สิ่งที่ท่านอธิการบดีได้นำเสนอมา เห็นเพชรอยู่หลายเม็ดด้วยกันเลย ไม่ได้เม็ดเล็กๆ ด้วย เม็ดใหญ่ๆ อยู่หลายเม็ดเลย ต้องมานั่งร้อยเรียงให้สวยงาม เป็นเพชรที่รอการเจียระไนขึ้นรูปอยู่อีกหลายเม็ด  สุดท้ายก็จะตอบได้ว่ากระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มันต้องไม่เหมือนเดิม มหาวิทยาลัยต้องมีอิสระในเรื่องของการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ณ วันนี้เราพยายามผลักดันให้เกิด Office Transformation ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ เป็น Nano หรือการเรียนข้ามมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องธรรมดา ตรงนี้เราจะทำควบคู่กันไปเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น ปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้
ต้องถือว่า 70 ปี มศว เป็น 70 ปีของการเปลี่ยนผ่านที่มาช่วยสร้างฐานรากของประเทศไทยในระดับหนึ่ง ในวันนี้ต้องเป็นก้าวที่สำคัญที่ผมเชื่อว่า มศว หลังจากที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมา ก็ต้องถือว่าจะทำอย่างไรให้ มศว เป็นส่วนหนึ่ง เป็นต้นแบบของราชภัฎในการที่จะเป็น ตักศิลาของราชภัฎของการสร้างครู พัฒนาครูแห่งอนาคตได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ พร้อมกันนี้ก็มีอีกหลายสถาบันหลายคณะที่จะมีโอกาสไปสู่ระดับโลกได้ ทำอย่างไร ล้วนแล้วอยู่ที่พวกเรา หน้าที่ผมและผู้บริหารกระทรวง เรามีหน้าที่เป็นตัวที่จะมาช่วยให้พวกเราสานฝัน ทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง  พูดยาวไปหน่อยแต่สิ่งที่มาจากใจจริงๆ ที่อยากจะพูดภายใต้บริบทที่ท่านอธิการบดีได้นำเสนอไป”

Share