มศว รณรงค์การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่แกล้งกันในโลกออนไลน์

การเสวนาเรื่อง รณรงค์การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่แกล้งกันในโลกออนไลน์ จัดโดยงานแนะแนวให้คำปรึกษา ส่วนกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ของเราเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีอดีตนางสาวไทย ปี 2555 และศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ ปริศนา กัมพูศิริ (โบว์ลิ่ง) ร่วมด้วยคารีสา สปริงเก็ตต์ นิสิตปัจจุบันวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว คุณนิติธร แก้วโต (ทนายเจมส์) ดำเนินการเสวนาโดย อ.น้ำนุ่น ณทิตา ทรัพย์สินวิวัฒน์  นอกจากนี้ยังมีรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต รศ.นายแพทย์โอฬาร พรหมาลิขิต ร่วมรับฟังและเป็นประธานเปิดฯ โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเป็นต้นแบบนิสิต มศว ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับแนวนโยบายของมหาวิทยาลัยในด้านอัตลักษณ์นิสิต มศว คือ เปี่ยมจิตสำนึกสาธารณะ

แม้ที่ประชุมสภานิสิตบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเพิ่งมีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นเอกฉันท์ แม้มีเสียงค้านจากภาคประชาชนบางกลุ่มก็ตาม เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายนี้จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล อันอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ทั้งนี้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ได้ลงมติเห็นชอบ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ) ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ซึ่งมี นางเสาวณี สุวรรณชีพ เป็นประธานเสนอ ในสองวาระรวด ผลการลงมติ มีผู้เห็นชอบ 133 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง และงดออกเสียง 16 เสียง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที

สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ นี้ ประกอบด้วย การกำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกรรมการ สามารถออกคำสั่งให้ กมช. ใช้อำนาจดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของประชาชนได้หลายรูปแบบ เช่น การตรวจสอบ ตรวจค้น เข้าพื้นที่ ยึดทรัพย์สินของผู้ที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงไซเบอร์ได้​ โดยหากเป็นกรณีเร่งด่วนไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล แต่จำเป็นต้องแจ้งต่อศาลในภายหลัง ซึ่งอำนาจส่วนนี้ ถูกระบุอยู่ใน “ส่วนที่ 4 การรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์” ของ ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ฉบับนี้

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ว่า บางมาตราของร่างกฎหมายฉบับนี้ อาจให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จนอาจถึงขั้นละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

“มาตรา 61 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินผลกระทบจากภัยคุกคามไซเบอร์ กมช. มีอำนาจขอความร่วมมือจากบุคคลให้มาให้ข้อมูล หรือทำข้อมูลเป็นหนังสือเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ และสามารถขอข้อมูล เอกสาร หรือสำเนาข้อมูล ที่อยู่ในการครอบครองของผู้อื่นได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ รวมถึงสามารถเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ หรือสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองสถานที่นั้น” ตอนหนึ่งจาก บทความ ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ 62: เปิดช่องเจ้าหน้าที่รัฐ “สอดส่อง” คนเห็นต่างได้ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 บนเว็บไซต์ ilaw ระบุ

“มาตรา 65 กำหนดว่า ในกรณีที่ กกม. เห็นว่า มีภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับที่ร้ายแรงขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถตรวจค้นสถานที่ได้และสามารถค้นคอมพิวเตอร์ เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เจาะระบบ หรือทำสำเนาเอาข้อมูลทั้งหมดในคอมพิวเตอร์หรือในระบบคอมพิวเตอร์ไปได้ รวมถึงสามารถยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ไว้ได้… ถ้าในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องยื่นขอหมายศาล” บทความดังกล่าวของ ilaw ระบุ โดย ilaw ระบุว่า หากผู้ที่พยายามขัดขืนหรือไม่ยอมตรวจสอบแก้ไขเพื่อป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ อาจทำให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม นางเสาวณี สุวรรณชีพ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แถลงต่อสื่อมวลชน หลังการลงมติในวันพฤหัสบดีนี้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิได้มีเจตนาเพื่อคุกคามหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนทั่วไป

สำหรับขั้นตอนต่อไป ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ จะถูกส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงลงพระปรมาภิไธยและบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ข่าวนี้สร้างความหวั่นวิตกแก่ประชาชนทั่วไปเพราะเกรงว่าจะถูกรัฐล้วงลูกเจาะลึกข้อมูลจนพลอยทำให้อาจสูญเสียสิทธิความเป็นส่วนตัว แต่หากเรามิได้กระทำการอื่นใดที่เป็นภัยร้าย ก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นวิตกหวาดกลัวและ พรบ.นี้ยังอาจส่งผลดีที่จะช่วยควบคุมภัยคุกคามทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ ที่จะเข้ามาภายในราชอาณาจักรไทยและป้องกันความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากมติที่ประชุมรัฐสภาว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้มีการจำกัดสิทธิของประชาชนหรือสื่อมวลชนแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการทางไซเบอร์ แต่จะเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลและความปลอดภัยของประเทศ

ข้อมูลข่าวล่าสุดนี้ประจวบเหมาะกับงานเสวนาที่ มศว จัดขึ้นก่อนหน้าไม่กี่วัน ในโครงการ “รณรงค์การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่แกล้งกันในโลกออนไลน์” ทำให้นิสิต มศว ที่เข้ามารับฟังเรื่องราวประสบการณ์ตรงของวิทยากรนักแสดง นางสาวไทย ทนายความ ที่ต่างก็มีประสบการณ์ในชีวิตเกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์เพราะอาชีพและชื่อเสียง จากการที่คนสมัยนี้มีชีวิตผูกติดเกี่ยวพันและเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล ทำให้การสื่อสารไร้พรมแดน ขาดการรู้เท่าทันสื่อและไม่คิดระวังให้รอบคอบ วิทยากร 3 ท่าน วันนี้มีประสบการณ์ชีวิตอยู่ในโลกสื่อออนไลน์ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อนิสิต มศว คนรุ่นใหม่ที่ใช้มือถือเป็นสื่อสมัยใหม่อย่างไม่รู้ตัวและหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ปริศนา กัมพูศิริ (โบว์ลิ่ง) ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันโบว์ลิ่งใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเป็นหลัก โดยก่อนหน้านี้ก็ปิดเฟซไปตัวหนึ่งเพราะมีเพื่อนที่ไม่รู้จักมากแล้วมาเปิดใหม่ที่มีเพื่อนตอนนี้ประมาณ 300 กว่าคน  ทวิตเตอร์ก็ใช้บ้าง เราใช้ไอจีโปรโมทละคร แต่เรื่องสื่อออนไลน์นี่ต้องบอกก่อนค่ะว่าเราเป็นคนค่อนข้างมีอายุแล้ว 32 ปีแล้ว ก็อยู่รอยต่อกับสื่อเก่าและสื่อใหม่ บางอย่างที่เด็กรุ่นใหม่เขาใช้กัน รีวิว ไลฟ์สดหรือโพสต์อะไรได้หมดในเฟซบุ๊ก เขาก็เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไม่ได้ถูกสอนมาแบบนั้นหรือคิดแบบนั้น เรารับรู้และเข้าใจมาตลอดว่าเฟซบุ๊กคือพื้นที่สาธารณะเพราฉะนั้นเวลาที่เราจะโพสต์อะไรลงไป เราจะระวังไม่ให้เสื่อมเสียตัวเราเองและคนอื่นๆ เรื่องส่วนตัวเราจะไม่โพสต์ขึ้น มันคือสื่อสาธารณะจริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่พื้นที่สื่อสาธารณะ เด็กเดี๋ยวนี้เขาโพสต์ทุกเรื่องลงในเฟซบุ๊กได้หมด ทะเลาะกับแฟนก็ลง จนเราว่า เฮ้ย! เรื่องแบบนี้มันโพสต์ได้เหรอ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเฟซไม่ดีเพราะบางครั้งมันเป็นเรื่องสร้างสรรค์ทำรายได้ ได้ใช้ประโยชน์มากๆ  คือมันดีเพราะสื่อโซเชี่ยลทำให้การสื่อสารมันแคบลง ติดต่อได้เห็นหน้ากันได้ด้วยโดยการเปิดเฟซไทม์สนทนาหรือไลฟ์สดกัน การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายขึ้น หรือหาสินค้าหากิจกรรมที่เราสนใจง่ายขึ้นเพียงคลิกเดียว

โบว์ลิ่งว่าการสื่อสารสมัยเก่าเป็นการสื่อสารแนวดิ่ง แต่สมัยนี้เป็นแนวนอน คือแนวดิ่งนี่มีการควบคุมจรรยาบรรณของผู้ส่งสารซึ่งหมายถึงนักข่าว สื่อมวลชนถึงประชาชน อย่างที่สมัยหนึ่งมีสื่อบอกว่าจะมี ET บุกโลก พูดเท่านั้นคนเชื่อกันหมดว่าจะมีอีทีมาบุกโบก แต่สมัยนี้การสื่อสารเป็นแนวนอน มันไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าวส่งสารเท่านั้น แต่ประชาชนเป็นคนส่งด้วย แชร์ด้วย มันยิ่งยากกว่าการควบคุมการสื่อสาร สรุปว่าเราต้องใช้สื่อเรา

ทันทีที่ได้รับตำแหน่งเป็นนางสาวไทย นาทีหรือวินาทีนั้นโบว์ลิ่งก็กลายเป็นบุคคลสาธารณะทันที ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดตามเกาะติดกระแสนางงามมักจะเป็นเพศที่สาม ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ที่บางครั้งเราก็รู้สึกว่าพวกเขาพูดถึงเราแรงมาก เราจะไม่โต้ตอบแต่ยอมรับได้ เราได้เรียนรู้การใช้สื่อออนไลน์ตอนนั้นว่าโบว์ลิ่งก็จะโพสต์อะไรก็ระวังรอบคอบ ไม่เคยโพสต์เรื่องส่วนตัวมาให้แฉ คนที่มาวิจารณ์ว่าเราไม่เหมาะสมต่างๆ นานา เราก็ไม่สนใจ โดนมาเยอะก็มองว่าเป็นเรื่องตลก

ในยุคที่สื่อใหม่มาแบบนี้  อะไรที่ลงสื่อมันไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวเสมอไป เราไม่ได้ถูกทำร้ายโจมตีแต่เราอาจจะไปกลั่นแกล้งคนอื่น อะไรที่เราโพสต์ในอดีตมันอาจจะกลับมาทำร้ายอนาคตเราในอนาคตก็เป็นได้ เราอาจจะกลายเป็นบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นคนที่มีทัศนคติเป็นลบจากสิ่งที่เราโพสต์ในอดีต เราอยากเน้นย้ำความระมัดระวังกับการโพสต์ จริงๆ ข้อดีของคนรุ่นใหม่เข้าถึงสื่อใหม่ได้เร็วและใช้ประโยชน์ได้มหาศาล ขายของ เป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนคอนเทนต์ได้ดี แต่ก่อนใช้ย้ำคิดสักนิดว่าเป็นการทำร้ายตัวเองในอนาคตหรือไม่ เราจะไปทำลายชีวิตคนอื่นไหม นั่นล่ะคือการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่แกล้งใครในโลกออนไลน์”

ด้านนิสิตนักแสดง มศว ของเราอย่างคารีสา ก็มาแชร์ประสบการณ์และให้ข้อคิดเห็นแก่น้องๆ นิสิตได้อย่างน่าสนใจว่า “คารีสามีอินสตาแกรมที่เล่นแล้วแอคทีฟกับเพื่อนใหม่ๆ และเห็นด้วยกับพี่โบว์ลิ่งว่าคนรุ่นเราทำอะไรในที่สาธารณะแปลกๆ ได้ พูดลงในโทรศัพท์ในที่สาธารณะหรือโพสต์เฟซได้หมด เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราเป็นคนเล่นโซเชี่ยลน้อยมาก แฟนคลับก็ว่าเราไม่ค่อยลงรูป ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ประโยชน์จากการส่งต่อบอกต่ออะไรหลายอย่างได้ที่รวดเร็ว แชร์ความสุขจากรูปสวยๆ ได้ เรื่องของสังคมจำลองหรือการถูกแบนนี้มีมานานแล้วแต่พอมาเป็นโซเชี่ยล โลกทั้งโลกเป็นเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านเดียว กว้างและใหญ่ แชร์ได้รวดเร็วและกว้าง เมื่อก่อนเราแบนเพื่อนมันจบแค่นั้น แต่เดี๋ยวนี้มันไม่จบแค่ในห้อง มันกว้างไปเร็ว เด็กบางคนฆ่าตัวตายหรือสังคมตัดสินไปแล้ว สื่อมันรุนแรงและเร็วขึ้น
บางเรื่องที่ดีหรือมดี มันต้องคิดก่อน เราแชร์อะไรเราต้องระวัง มันผิดพลาดง่ายมาก การตั้งกรุ๊ปไลน์ก็เหมือนกัน มีเราไม่มีเราในบางกรุ๊ป เราก็แอบน้อยใจว่า เอ้ย ! เขาแอบคุยอะไรกัน เขาจะตัดสินอะไรเราก็เปลี่ยนไปหรือกรณีที่จะส่อแววว่าแกล้งกันนี่ก็ต้องดูว่าเขามีเจตนาจริงเท็จแค่ไหน ประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอ การโพสต์ไม่น่ากลัวเท่าคนอ่าน พอเราเป็นนักแสดงแล้วเรากลายเป็นคนสาธารณะ จะวิจารณ์เรายังไงก็ได้ เรายอมรับ แต่เราอยากบอกว่าอย่าคึกคะนองกับอะไรที่แค่รู้สึกเท่ อยากให้รู้สึกถึงใจเขาใจเรา”

หันมาฟังทัศนะข้อควรระวังด้านกฎหมายจากทนายเจมส์กันดูบ้าง “ผมทันเฟซบุ๊กที่ผมมีมาเกือบ 10 ปีล่ะเพราะผมเพิ่งฉลองความสัมพันธ์กับแฟนผมบนเฟซ ครบ 8 ปี ผมอายุมากล่ะออกจากโรงเรียนมานานแล้ว ก็ได้เจอกับเพื่อนเก่าบนเฟซ แปลกใจมาก รวมเพื่อนได้เยอะ นี่คือข้อดีของเฟซสื่อสังคมสมัยใหม่ที่ช่วยย่อโลกให้แคบลงและให้ได้พบเจอเพื่อนเก่าๆ ที่ไม่ได้เจอกันมานาน (ซึ่งเป็นเหตุผลแรกๆ ของมาร์คในการเปิดเฟซบุ๊ก)

ถ้าคุณรู้สึกถูกละเมิด คุณก็แจ้งความดำเนินคดีกันไปแต่ผมอยากเตือนว่า ถ้าเราจะโพสต์อะไร เรื่องตัวเองให้คิดน้อยๆ เรื่องคนอื่นให้คิดเยอะๆ ตอนนี้ในโลกโซเชี่ยลมีประโยชน์ก็มีโทษด้วย มีการกลั่นแกล้งกันทางโลกออนไลน์ได้ง่ายและแนบเนียน ภัยมาแบบเงียบๆ  ทุกอย่างเป็นสื่อใหม่หมด โทรศัพท์มือถือก็เป็นสื่อใหม่ เราต้องเป็นนายของสื่อให้ได้ เราพยายามเข้าใจล่ะว่าโลกมันเปลี่ยนไป สื่อใหม่นี่เรากำลังใช้สื่อหรือถูกสื่อใช้ เราปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามอิทธิพลสื่อ

ในฐานะทนายที่พอมีชื่อเสียงมาจากแฮชแท็กว่า ทนายหล่อบอกต่อด้วย ผมก็กลายเป็นคนสาธารณะ ขึ้นมาทันทีเหมือนกัน ผมก็ว่าอย่าตกเป็นทาสคนอื่น พรุ่งนี้ก็จะมีข่าวอื่นขึ้นมาแทน มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ความหนักแน่น อดทนของตัวคุณเอง ล่าสุดผมทำคดีให้พี่ผู้หญิงนักร้องท่านหนึ่ง ผมแนะนำว่าให้ตั้งสติดีๆ ให้เข้าใจก่อนว่าคนที่มาคอมเมนต์อาจจะไม่ใช่ศัตรู เขาก็เบาลงว่าถ้าจับตัวหาตัวได้ก็ได้ไป คนที่มาอยู่ตรงนี้ก็ต้องตั้งรับ มีคนรักและมีคนเกลียด อย่าลงไปเล่นกับพวกเขา ผมเป็นทนายให้กับคดีของดาราเยอะมาก ผมบอกเลยว่าให้เอาความจริงมาพูด อย่าไปล้อเล่นกับนักสืบไซเบอร์มีเป็นเยอะ ทุกคนเป็นสื่อเพราะทุกคนมีมือถือในมือ สังคมไทยเป็นสังคมขี้สงสาร สื่อใช้ในทางที่ดีก็ได้ ใช้ในทางไม่ดีก็ได้ เป็นเหมือนดาบสองคม

การใช้สื่อสมัยนี้ต้องระวัง บางบริษัทเขาไม่รับเราเพราะเขาไปเจอการโพสต์ของเราที่เขามองว่าเรามีทัศนคติเป็นลบ ไม่ดีต่อองค์กรเขา เขาจะไม่รับเรา  การโพสต์อะไร เราต้องรู้กฎหมาย เราต้องรู้จักการใช้ถ้อยคำ เพราะบางคำอาจจะไปหมิ่นประมาทได้ เป็นความผิดอาญา อีกตัวอย่างหนึ่งผมสู้มาล่ะ เรื่องมาตรา 14 วงเล็บ 1 เรื่อง พรบ.คอมพิวเตอร์ ว่ายกเว้นเรื่องการหมิ่นประมาท มีเคสผู้หญิงคนหนึ่งไปจีบกับเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาแต่เหมือนถูกผู้ชายหลอก ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าติดต่อผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย เธอก็เลยไปโพสต์ลง 14 เพจทั่วโลก ปรากฏว่าผู้ชายก็ไปขออ้อนวอนเพราะคนที่ไปคอมเมนต์นั้นก็ไม่รู้จัก ต้องไปขอให้ลบ พอลบเสร็จฟ้องกลับเลย ความเสียหายเยอะกว่านะครับ เขามีเพื่อนทั่วโลก น้องผู้หญิงคนนี้เขารับสารภาพเป็นเหตุให้บรรเทาโทษได้ สื่อออนไลน์พัฒนาไปไกลมากแต่จริยธรรมเราไม่พัฒนา มีการส่งรูปโป๊คลิปหลุดนี่ มีใครบ้างไม่เปิดดู แก้กฎหมายเป็นปลายเหตุ จริยธรรมนี่ล่ะที่เราต้องใส่ลงในใจที่สังคมในบ้านเราก่อนเพราะเราแก้สังคมใหญ่ไม่ได้ ลูกเราอยู่กับโลกออนไลน์เราก็ต้องคอยดูคอยควบคุม อธิบายไปกับเรา ภัยทางอินเทอร์เน็ตนี่เยอะ มีเคสว่าสามีไม่ให้เล่นเฟซบุ๊กจนเขาจะผูกคอตายก็มี ผมอยากให้เราใช้สื่อต้องใช้อย่างชาญฉลาด ไม่ให้สื่อมาครอบงำเรา จริยธรรมต้องยึดมั่น คิดถึงผลที่ตามมาในอนาคต ใช้สิทธิของเราอย่างที่เรามีสิทธิ์ อยู่ในขอบเขตของเรา”
พรบ.คอมพิวเตอร์ และร่าง พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์ฯ น่าจะเป็นเครื่องมือเตือนสติของพวกเราผู้ที่ต้องใช้สื่อสมัยใหม่ ให้รู้คิดมีสติรอบคอบ มีวิจารณญาณ ที่จะใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อตนเองและไม่ทำร้ายกลั่นแกล้งคนอื่นหรือพาดพิงบุคคลที่สาม เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพใดๆ ลงไป ก็จงตั้งสติคิดไตร่ตรองก่อนให้ดี เพราะหากเกิดความผิดขึ้นแล้ว ก็ยากที่จะแก้ไขหรืออาจทำลายอนาคตเราเลยก็มีตัวอย่างให้เห็นรับรู้อยู่แล้ว

กิตติภาส ศักดากัมปนาท : ถ่ายภาพ

Share