“แพรี่พาย” ชวนคนรุ่นใหม่แต่งผ้าไทยสไตล์สุดชิค

ทุกวันศุกร์สุดสัปดาห์ ประชาคมชาว มศว (หากไม่นับรวมนิสิต) บุคลากรส่วนใหญ่ก็จะแต่งผ้าไทยมาทำงานกันอย่างสวยงามตามสไตล์ของตนเอง ผ้าไทยในแบบฉบับลุคแฟชั่นนิสต้าอาจจะดูเป็นสิ่งไกลตัวไกลจากวิถีชีวิตปกติ คนส่วนมากจึงเลือกที่จะแต่งผ้าไทยแบบง่ายๆ ไม่มีความหวือหวาอู้ฟู้หรูหราสักเท่าไหร่ ประกอบกับสนนราคาผ้าไทยที่ว่าถ้าเป็นผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ก็มีราคาสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับผ้าฝ้ายผ้าทอพื้นบ้าน ประกอบกับมีความเข้าใจและรู้สึกกันไปว่าผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา จะเหมาะกับการใส่ออกงานมากกว่าใส่ได้ในชีวิตปกติทุกวัน แต่สำหรับกูรูแฟชั่นและคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ร่ำเรียนมาทางด้านศิลปะอย่างแพรี่พายคนนี้ การได้สวมใส่ผ้าไทยที่ออกแบบตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ ให้กลายเป็นชุดผ้าไทยใส่ได้จริง ใส่ไปไหนมาไหนได้ทุกโอกาส สร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็นและเปิดโอกาสให้เธอได้รู้จักกับคุณค่าของผ้าไทยที่งามสง่าและน่าภาคภูมิใจสำหรับมรดกชาติไทยอย่างนี้

ล่าสุด สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ของเราเขาจัดโครงการแต่งผ้าไทยอย่างไรให้ทันสมัย ครั้งที่ 8 ขี้น ทุกปีก็ไม่ธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างปีนี้ถึงขั้นเชิญ “แพรี่พาย” Make up artist กูรูแฟชั่นชื่อดังมาบรรยายในเรื่องที่อยากจะให้คนรุ่นใหม่รู้ถึงเสน่ห์ของ “ผ้าไทย” ที่ตนเองได้เริ่มรู้จักจนหลงใหลและเริ่มเรียนรู้คุณค่าจนได้หันมาสวมใส่ผ้าไทยไปทุกหนแห่ง ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผ้าไทยเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นที่รู้จักทุกครั้งที่ได้เห็นแพรี่พายปรากฏตัวในชุดผ้าไทย เพราะมันช่างเป็นชุดผ้าไทยที่สวยโมเดิร์นในสไตล์ของเธอจริงๆ

แพร อมตา จิตตะเสนีย์ Pearypie กูรูแฟชั่นสุดฮอต ชื่อนี้ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว เมคอัพอาร์ทิสต์แสนสวย พิสูจน์ได้จากยอดกดไลค์แฟนเพจเธอกว่า 4 แสนคน ส่วนยอดฟอลโลในอินสตาแกรมพุ่งทะลุไปกว่า 1.5 ล้านคน
แพรเป็นคนที่ชื่นชอบศิลปะ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสอนศิลปะชื่อดังที่สุดในโลกอย่าง St.Martins จนในที่สุดเธอก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เธอใฝ่ฝันได้สำเร็จ

    

เธอใส่ชุดผ้าไทยดีไซน์เก๋ไปโพสท่าถ่ายรูปทั่วโลกและทุกที่ท่องเที่ยวในไทยที่เธอได้ไป เธออาจจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการสร้างแรงบันดาลใจใส่ผ้าไทยให้กับคนที่อยากใส่ผ้าไทยให้มีความโดดเด่น ไม่โอล์ดเอ้าท์เฉยเฉิ่มล้าสมัย แต่เธอก็ยืนยันว่า ผ้าไทยในสไตล์นั้นมันคือสไตล์ที่เหมาะกับตัวคุณเองด้วย ถึงแม้ว่าแพรี่พายจะเติบโตที่ประเทศอังกฤษ เรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้สำเนียงภาษาอังกฤษของเธอฟังชัดเพราะทีเดียว  เธอกลับนำเสนอความเป็นไทยผ่านการสวมใส่ผ้าไทยออกมาได้ร่วมสมัย ไม่มีคำว่า “เชย” แพรี่พายบอกเล่าถึงความหลงใหลในผ้าทอจากจังหวัดขอนแก่น เมื่อเธอนำมาออกแบบให้ดูร่วมสมัย และนำมาใส่ที่ปารีส ก็ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ครั้งแรกที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนั้นเธอหอบหิ้วชุดผ้าไทยสุดเท่ไปใส่ถ่ายรูป เธอกำลังสนุกกับการเดินทางไปตามหาผ้าไทยจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วเอามาออกแบบเป็นชุดอย่างที่เราเห็น อีกครั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ครั้งนั้นเธอไปร่วมทริปเรียนรู้การทอผ้าท้องถิ่นของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แพรี่พายผู้เรียนจบด้านออกแบบการแสดงจาก Central Saint Martins ที่อังกฤษ เธอไม่ได้โพสต์งาน ไม่ได้ทำวิดีโอสอนแต่งหน้ามาเกือบปีแล้ว

  

การเข้าพื้นที่ชุมชนทอผ้าที่สุรินทร์ เธอเล่าว่า “ไปดูผ้ามา ชาวบ้านที่ทอผ้าไม่ได้เห็นหรอกว่าผ้าที่เขาทำมันไปที่ไหน ใครเอาไปใส่ ใส่แบบไหน แพรเลยเอารูปของแพรไปให้เขาดูว่ามันแต่งแบบนี้ได้นะ เราเอาผ้าของเขาไปที่นั่นที่นี่ เล่าประสบการณ์ให้เขาฟัง ป้าเขาก็มีความสุขนะ ถ้าเขาได้เห็นภาพสวยๆ ว่าผ้าพวกนี้ได้ไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองไทย มันสร้างแรงบันดาลใจได้ในระดับหนึ่ง แพรอาจจะติดใจกับประโยคหนึ่งที่เขาบอกว่า หลังจากรุ่นนี้คงไม่มีคนทำต่อแล้ว ฟังแล้วมันก็อึ้งนะ แล้วใครจะทำต่อล่ะ

แพรเคยเล่าว่าเคยได้ไปสอนการแต่งหน้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ที่จัดงานให้ผ้าไทยเป็นของขวัญ
เขาบอกว่า ขอนแก่นขึ้นชื่อเรื่องผ้าไทยนะ เราไปมาไม่รู้กี่ร้อยประเทศแล้ว แต่เราไม่รู้จักประเทศไทยเลย เพราะเราไม่เคยเที่ยวประเทศไทย วันนั้นก็เลยชวนเพื่อนไปตามหาหมู่บ้านที่ทอผ้าผืนนี้กัน

เรารู้แค่ชื่อตำบลชนบท จนผ่านบ้านที่เห็นอะไรเหลืองๆ ก็ลุยเข้าไปเลย ถามเขาว่า ทำอะไรคะ ทำมานานหรือยัง เขาก็ไปเรียกหัวหน้ากลุ่มของเขามา แล้วพาไปดูห้องเล็กๆ ในบ้าน เขาเปิดผ้าผืนหนึ่งให้ดู เป็นผ้าที่กำลังจะเอาไปประกวดที่กรุงเทพฯ เคยชนะรางวัลพระราชทานของพระราชินีด้วย สวยมาก ย้อมด้วยสีจากเปลือกไม้ที่ต้องเข้าไปเก็บในป่า ผืนละ 30,000 บาท เราก็ตกใจ แม่ลดให้หนูหน่อยได้ไหม เดี๋ยวหนูแต่งหน้าให้ แม่บอกว่า ลดไม่ได้ ถ้าไปขายที่เมืองทองแพงกว่านี้อีก เราก็เลยอุดหนุนเขา แล้วชวนเขาคุยเพราะเราไม่รู้จักผ้าไทยมาก่อนผ้าผืนนั้นแพรเอาไปตัดสูท เอาไปใส่ที่ปารีส เวลาไปเที่ยวไหนแพรชอบรีเสิร์ชก่อน คิดว่าถ้าไปสถานที่นี้ก็อยากใส่สีประมาณนี้ ปารีสน่าจะเหมาะกับชุดสีเทาๆ ดูโรแมนติกดี แพรใส่ชุดนี้ไปงานโชว์ของ Dior เอางานของ Dior ตั้งแต่ยุคแรกมาโชว์ แพรเดินเข้าไปในห้องหนึ่งแล้วคิดว่าเรายืนเป็นหุ่นในห้องนั้นได้เลย คือชุดของเราสวยพอๆ กับงาน Dior เลย มีแต่คนเดินเข้ามาชมว่า ชุดคุณเท่มาก นี่คือผ้าอะไรเหรอ สวยมากเลย เป็นชุดที่ใส่แล้วประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ประทับใจผ้า แต่ทุกครั้งที่คิดถึงผ้า เราจะคิดถึงแม่ๆ” (อ้างอิงจาก The Cloud)

 

“ผ้าไทยมันก็เวิร์กนะ ผ้าไทยมันสวย เท่ แล้วก็แมตช์กับอย่างอื่นได้ เมื่อก่อนแพรชอบฟาสต์แฟชั่น Fast Fashion แบบ Supreme อะไรที่เป็นประกาศตัวแบบใหญ่ๆ เสียงดังๆ แต่พอได้ลองใส่ผ้าไทย มันก็เอามาใส่กับรองเท้าไนกี้ได้ มันทำให้เราเลิกซื้อฟาสต์แฟชั่นเลย เพราะรู้สึกว่าพวกนั้นมีอายุของมัน แต่ผ้าไทยอยู่ได้เรื่อยๆ เราออกแบบตัดให้มันแมทช์กับอะไรก็ได้และใส่ได้ไปตลอดเมื่อเราอายุมากขึ้น

ตอนนี้มีเป็นร้อยชุดแล้วมั้งคะ  แพรไปน่าน เชียงใหม่ อุบล อุดร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ตอนแรกที่เรายังไม่รู้อะไรก็ไปหาผ้าที่เข้าถึงง่ายก่อน ไปหาผ้าย้อมคราม ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป แล้วก็เริ่มไปหาลายโบราณ ได้เห็นลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากประเทศเพื่อนบ้าน มันมีเรื่องราวอยู่ในผ้าด้วย ใส่ไปเที่ยวไปไหนต่อไหนก็มีคนเข้ามาทักมาขอถ่ายรูปด้วย จากที่ไม่รู้จักกันก็ทำให้เริ่มต้นบทสนทนาได้  ถามว่าจะเริ่มจากอะไรในหารใส่ชุดผ้าไทย แพรจะคิดว่าวันนี้ไปที่นี่จะใส่ชุดแบบไหน สีอะไร ถึงจะเข้ากับสถานที่ แล้วค่อยออกแบบชุด ตัดชุด บางทีเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แพรจะไปดูมินเนี่ยนที่ Universal Studio ก็หาผ้าไทยสีเหลืองมาตัดเป็นชุด ตอนไปไร่ชาก็มีชุดสีเขียวที่ไปไร่ชา ตอนไปบุรีรัมย์ก็เป็นผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ตอนแพรใส่ผ้าไทยไปเดินถนนที่อินเดีย มีคนเข้ามารุมขอถ่ายรูป เขาตื่นเต้นกับผ้าเรา เราก็ตื่นเต้นกับผ้าเขา ตอนไปไร่องุ่นที่ฝรั่งเศสก็ตัดชุดคอนเซปต์ชุดของนักเรียนศิลปะสีแดง เดินเข้าไปในร้านอาหาร เชื่อไหมว่าหันมามองกันทุกโต๊ะ ทุกที่ก็จะมีคนมาขอถ่ายรูปด้วย บอกว่าชุดเราสวย เราก็บอกว่า ฉันมาจากเมืองไทย นี่คือผ้าไทย ย้อมสีธรรมชาตินะ ก็เจอแต่คนเดินมาถ่ายรูปคู่ ทักทายกันไม่กี่คำ แต่พอใส่ผ้าไทยก็มีเรื่องพูดคุยกันมากขึ้น
ถามว่าจะแต่งชุดผ้าไทยอย่างไร ก็คิดว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ราคาของผ้าอีก แพรอยากให้เริ่มจากผ้าไหมที่ลายไม่ได้ยิ่งใหญ่มาก แต่ต้องไม่ใช่ลายพิมพ์และต้องย้อมสีธรรมชาติ ไม่ใช่สีเคมี แล้วเอามาทาบกับตัวว่าเราจะเหมาะกับแบบไหน แต่ก็มีหลายองค์ประกอบนะ แพรอยากให้คนกล้าเป็นตัวของตัวเอง ส่วนเรื่องผ้าไทย มันไม่ใช่แค่ความสวยของผ้าผืนหนึ่ง ไม่ใช่ความสวยของผ้าที่ทอเสร็จแล้วมาอยู่บนตัวเรา แต่มันเป็นการเดินทางของผ้าหนึ่งผืน กว่าจะได้ผ้าหนึ่งผืนมันต้องใช้เวลา ใช้คน แม่ๆ มีความสุขกับการทำผ้า อยากให้คนมองผ้าตรงนั้นและเมื่อมาสัมผัสสวมใส่ผ้าไทยแล้ว แพรได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างรวมไปถึงเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยของเรา ผ้าไทยมีความสวยงามที่มีค่าและมีคุณค่ามาก เป็นการเดินทางและคุณค่าของผ้า มากกว่าจะเอาไปตัดเป็นอะไร สไตล์ไหน หรือเก็บไว้เป็นผ้าผืน จะดูเชยหรือไม่เชยมันอยู่ที่ความคิดของเรา ตอนนี้แพรไม่ได้อยากเก่งเรื่องผ้าไทย แพรรู้สึกว่าผ้าไทยทำให้แพรมีชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง”

 

 

Share