นิสิตวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม คว้ารางวัลชนะเลิศจากโครงการ Asia Pacific Youth Exchange

จากคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่ได้เข้าร่วมโครงการระดับนานาชาติและยังต้องเป็นล่ามจำเป็นให้กับเพื่อนๆชาวต่างชาติและชาวบ้านในชุมชน แต่สุดท้ายเธอและเพื่อนๆก็คว้ารางวัลชนะเลิศจาก โครงการ Asia Pacific Youth Exchange ของ UN องค์การสหประชาชาติ มาได้  INTERVIEW วันนี้ จะพาไปพบกับ อัญ – อัญชิสา  โรจนยุกตานนท์  อะไรที่ทำให้เธอมีความกล้าที่จะสื่อสารกับเพื่อนๆและโปรเจกต์ที่ทำให้เธอและเพื่อนๆได้รับรางวัลชนะเลิศจาก UN มาคืออะไร  ไปติดตามกันเลย
แนะนำตัวเองหน่อย
อัญ – อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ตอนนี้ก็เรียนอยู่ปี3  เอกการสื่อสารเพื่อสุขภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคมค่ะ

โครงการ Asia Pacific Youth Exchange เป็นโครงการเกี่ยวกับอะไร
โครงการที่อัญไปคือโครงการ Asia Pacific Youth Exchange (APYE) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 8-18 มกราคม 2562 ณ ศูนย์การประชุมขององค์กรสหประชาชาติ (United Nation Conference Centre)   จริงๆแล้วค่ายนี้ปกติจะจัดแค่ 3 ประเทศ ก็คือประเทศไทย ประเทศเกาหลีและประเทศฟิลิปปินส์ค่ะ โดยเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของ UNDP ซึ่งเป็นหน่วยงานใน UN องค์การสหประชาชาติ ซึ่งจุดมุ่งหมายก็จะเป็นเหมือนการรวมตัวเยาวชนในประเทศเอเชียแปซิฟิก มาร่วมกันพัฒนาโครงการต่างๆให้กับชุมชนที่ทาง APYE เขาจัดหาไว้ให้ แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่เขามีธีมขึ้นมา ก็คือเป็นหัวข้อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ก็จะคล้ายๆตัวโครงการเวลาที่เราทำโปรเจกต์ขึ้นมาอะค่ะ มันจะต้องนำเอา SDG  ซึ่งมันคือข้อความยั่งยืนที่ทาง UN กำหนดเข้ามาเกี่ยวกับโครงการด้วยในทุกๆครั้ง

เข้าร่วมโครงการนี้กับเพื่อนๆอีก 2 คนได้อย่างไร
ทางคณะคัดเลือกไปค่ะ แต่เอาจริงๆอัญ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคัดเลือกจากอะไรรู้แต่ว่าอาจารย์โทรมาแล้วก็บอกว่าจะส่งเราไปเข้าร่วมโครงการนี้นะอะไรอย่างนี้ค่ะ

กิจกรรมของในค่ายมีอะไรบ้าง
ต้องพูดก่อนว่าตอนแรกเราเครียดมาก อาจารย์คิดถูกแล้วใช่ไหมที่ส่งเราไปเพราะว่าเราเป็นคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แล้วเค้าจะมีวันที่นัดคนไทยที่เข้าร่วมโครงการไปบรีฟงานว่าเราจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ต้องเจออะไร และเหมือนสิ่งที่สต๊าฟบรีฟมาคือตายแน่ๆเปลี่ยนคนทันไหมเพราะเหมือนกับว่าเราจะต้องคอยเป็นล่ามระหว่างชาวบ้านในชุมชนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะเป็นผู้สูงอายุกันหมดกับเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติซึ่งค่อนข้างยากเพราะบางครั้งมันก็มีศัพท์เฉพาะอะไรหลายอย่างที่เราไม่รู้อะค่ะ  วันแรกที่ไปเลยก็คืออยู่ที่  UN  เขาก็พูดคุยกับเราว่าโครงการนี้คืออะไรแล้วเรามาทำโครงการนี้เพื่ออะไร ผลลัพธ์ที่ออกมาเพื่อใครและเป็นยังไง มันก็จะเกี่ยวกับ  SDG  ความยั่งยืนการท่องเที่ยวพื้นฐานในประเทศไทยอะค่ะ วันต่อมา ก็คือจะอบรมเกี่ยวกับการลงพื้นที่ ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไงแล้วแต่ละพื้นที่เขามีลักษณะยังไง ผู้คนเป็นยังไงอะไรคือจุดเด่นของเขา  หลังจากนั้นเค้าก็จะมีสถานการณ์จำลองชุมชน มา 1 ชุมชน ให้เราคิดวิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดด้อย สิ่งที่ต้องการพัฒนา แล้วอะไรที่เราอยากทำให้กับเขา ให้จำลองสถานการณ์จริงๆเลยแล้วก็ต้องทำเป็น Prototype เหมือนของจริงแต่ทำเป็นงานฝีมือ โดยใช้กระดาษมาทำ สมมุติถ้าอยากทำแอปพลิเคชั่นก็ให้ใช้กระดาษมาจำลองทำ แล้วก็นำเสนอภายในระยะเวลา 2 วันที่อยู่กรุงเทพฯ  แล้วหลังจากนั้นอีก 6 วันก็คือไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดเลยแล้วแต่พื้นที่ตัวเอง ซึ่งมันจะมี4 ที่คือสมุทรสงคราม  เพชรบุรี กาญจนบุรี แล้วก็จันทบุรี กลุ่มของอัญได้ไปบางสะแก สมุทรสงครามค่ะ

ได้ลงพื้นที่ไปอยู่กับชาวบ้าน เป็นยังไงบ้าง
ก็คือเหมือนเราต้องลงชุมชนเพื่อไปเข้าใจวิถีชีวิตของเขาว่าปกติเขาใช้ชีวิตยังไง อยู่ยังไงและอย่างของอัญ คือที่บางสะแก เค้าจะเป็น ชาวบ้าน ชาวสวนทำสวนส้มโอก็คือลงพื้นที่เลยว่าส้มโอเขามีอะไรบ้างจุดเด่น จุดด้อยคืออะไร แล้วแต่ละคนก็จะมี Host เป็นชาวบ้านแบ่งเป็นกลุ่มๆไป 6 หลังแล้วก็อยู่ด้วยกัน เรียนรู้วิถีชีวิตเขา ในแต่ละวันก็ต้องสัมภาษณ์ชาวบ้าน เข้าไปพูดคุยแบบสนิทสนมกันว่าชาวบ้านเขาอยากให้พัฒนาอะไรบ้างจะแก้ไขอะไรไหม คุยไปเรื่อยๆจนเราเริ่มเข้าใจวิถีชีวิตเขาพอวันท้ายๆที่อยู่ต่างจังหวัดเค้าก็ให้เราช่วยกันคิดโปรเจกต์ขึ้นมา อย่างของอัญที่บางสะแกมีทั้งหมด 4 กลุ่มคือ แต่ละกลุ่มก็ไปคิดโปรเจกต์มาว่าจะทำอะไรกันพอคิดได้ก็ต้องมานำเสนอให้กับทางชุมชนว่าสิ่งที่เราทำให้เป็นแบบนี้นะคะ เรามาพัฒนาแก้ไขตรงนี้ตรงนี้ให้กับทางชุมชน ซึ่งเราก็พยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว จากการได้ศึกษามา ซึ่งทางชุมชนก็โอเค แล้วก็จะนำสิ่งที่นักเรียนเยาวชนคิดมาพัฒนาชุมชนต่อไป  หลังจากนั้นเราก็กลับมาที่กรุงเทพพร้อมกับโครงการ เพื่อให้เรานำมาเสนอกับทางUN  แล้ววันรุ่งขึ้นหลังจากที่กลับมาก็มีเหมือนมี Special Guest ที่จะมา Comment ว่างานของเราดีไม่ดียังไง ควรแก้ยังไง จุดอ่อนของงานเรา อะไรคือจุดเด่นของโครงการเรา แล้วก็ให้เราแก้ภายในคืนนั้นให้เสร็จ และก็ต้องส่งทุกอย่างกับทางโครงการ ภายในเวลา 3 ทุ่มวันรุ่งขึ้นก็คือ นำเสนอผลงานที่ UN ค่ะ

กลุ่มของอัญมีใครบ้าง ผลงงานที่ร่วมกันคิดและทำกับเพื่อนๆในกลุ่มคืออะไรและได้นำความรู้ที่ได้ในชุมชนมาประยุกต์ใช้ยังไง

ในกลุ่มของอัญมีทั้งหมด 6 คนค่ะ มีเพื่อนจากอินเดีย เนปาล สิงคโปร์ เกาหลี  จีน แล้วก็ไทยก็คืออัญ   ส่วนผลงานของกลุ่มอัญคือเราคิดเป็น Packaging ใหม่ให้กับส้มโอค่ะ คือเหมือนที่บางสะแกเขาจะชอบไปร่วมพวกเทศกาลผลไม้หรือเทศกาลของจังหวัด และมันก็จะมีส้มโอพรีเมี่ยม ซึ่งราคาแพงอยู่เหมือนกันประมาณลูกละ 300 ค่ะ แต่ก็แล้วแต่พันธุ์ ชาวบ้านก็เอา Packaging อันเก่ามาให้เราดูแล้วบอกว่าเขาอยากเปลี่ยน Packaging  เพราะว่ามันไม่ใช่แบบที่เขาอยากได้ เขาอยากแก้แล้วเราก็เลยมาดูว่าทำไมเขาถึงอยากแก้ สิ่งแรกที่เห็นคือคำบรรยายภาษาอังกฤษผิดหมดเลย อย่างที่สองก็คือ ดีไซน์ มันไม่ดึงดูดใจแบบมันเป็นลูกส้มโอแล้วก็อยู่ดีๆก็มีรูปสีอะไรก็ไม่รู้ขาวๆทองๆแปะอยู่ตรงกลางส้มโอ อัญก็ถามว่าไอ้สี่เหลี่ยมสีขาวๆที่อยู่ตรงกลางนี่คืออะไรเขาก็บอกว่ามันคือลูกสีเนื้อของส้มโอข้างใน ทุกคนพูดเหมือนกันว่ามันไม่สวยเลย อย่างที่สาม ก็คือต้นทุนค่อนข้างแพงตกกล่องละ 50 บาท ซึ่งทางชุมชนก็บอกว่าถ้าต้นทุนของ Packaging มันลดลงได้ราคาของก็จะถูกลง เป็นการลดค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆให้กับทางชุมชนด้วย ที่นี้เราก็เลยมาแก้เรื่อง Packaging กัน เริ่มแรกเลยเราก็มองว่ามันมีวัสดุอะไรที่เราสามารถนำมาใช้ได้บ้าง เช่นใบมะพร้าว ใบกล้วยแต่มันก็เคยมีคนนำมาทำแล้ว เลยโอเคเปลี่นแล้วกัน และก็ไปเจอเป็นถุงอาหารไก่ที่ทุกบ้านจะมีกัน แล้วเหลือเยอะมากเราก็เลยโอเคงั้นเราคิดออกแล้วว่าเราจะเอาถุงอาหารไก่เนี่ยแหละมาใช้ทำ  Packaging แล้วทางชุมชนก็โอเค แต่ทีนี้มันยังไม่ค่อยสวยงามเท่าไรแล้วมันอาจจะลำบากในเรื่องการดีไซน์ออกมาถ้าจะให้คนในชุมชนทำ ก็เลยเสนออีกทางเลือกหนึ่งให้กับทางชุมชนก็คือใช้เป็นกระดาษปรู๊ฟอ่ะค่ะ กระดาษ หนานิดนึงเป็นสีน้ำตาลไม้มาให้เขาซึ่งถ้าเกิดซื้อแผ่นเดียวก็ 4 บาทแต่มันทำได้มัน 2 packaging แล้วเราก็นำมาห่อลูกส้มโอ ลูกนึงแล้วก็ดีไซน์เป็นโลโก้ให้เขา เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้เป็น signature แบบธรรมชาติก็เลยใช้ใบมะพร้าวมาทำเป็นเชือกผูกให้กับ Packaging ของส้มโอประมาณนี้ค่ะ

อะไรคือจุดเด่นของผลงานที่ทำให้เราชนะในครั้งนี้
คิดว่าความเรียบง่าย มันเป็นสิ่งที่ง่ายๆใครๆก็เข้าใจ ทุกคนเข้าใจคำว่า Packaging ทุกคนสามารถทำได้และอย่างแรกคือ ลดต้นทุนจาก 50 บาทเหลือแค่ไม่ถึง 10 บาทต่อ 1 ชิ้น แล้วมันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้โดยที่ไม่ต้องไปจ้างคนนอกเลย คนในชุมชนสามารถช่วยกันได้   Packaging มันสามารถดึงดูดลูกค้า ให้ลูกค้าเขาสนใจในตัวสินค้าของเราเพราะพอเขาพอใจในสินค้าเขาก็จะสนใจแหล่งที่มาของสินค้าด้วย อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้ว่านี่คือสิ่งทำให้ทีมเราชนะ

  

ตอนที่เราต้องนำผลงานไปเสนอกับทาง UN รู้สึกยังไงบ้าง
เอาจริงๆตอนที่นำเสนอกับทางชุมชน คือเราเป็นคนนำเสนอเอง ตอนนั้นบอกเลยว่าเครียดมาก ทุกคนในทีมก็รู้ว่าเราเครียดเพราะเหมือนเราเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษเราก็เลยบอกเขาว่า   นำเสนอที่ชุมชนรอบนี้จะทำให้เต็มที่ที่สุด ที่ผ่านมาเราอาจจะแปลอังกฤษง่ายๆแบบไม่ค่อยรู้เรื่องบ้างแต่เราจะพยายามทำให้เต็มที่ แล้วก็พูดขำๆกับเพื่อนว่า ตอนนำเสนอ กับ UN อัญจะไม่นำเสนอแล้วนะมันตื้นเต้น ต้องส่งตัวแทนนำเสนอ 1 คนก็คือเพื่อนจากสิงคโปร์ ซึ่งบรรยากาศมันกดดันมากความจริงมันกดดันตั้งแต่ต้องแก้งานภายในคืนนั้นแล้ว ที่โรงแรมคือเงียบทุกกลุ่มแต่ละกลุ่มคือแยกไปอยู่ตามมุมต่างๆของโรงแรมแทบจะไม่มีใครคุยกันเลยเพราะระยะเวลาในการแก้งานและมีแค่ 6-7 ชั่วโมงในการแก้งานทั้งหมด เราก็ต้องส่งให้ทันเวลา ถ้าไม่ทันเราโดนตัดคะแนน พอเข้าไปนำเสนอ ก็มีข้อจำกัดตรงที่ ภายใน 5 นาทีคุณต้องนำเสนอให้เสร็จแล้วเค้าจะมีคำถามจากกรรมการซึ่งเราต้องตอบคำถามให้ได้ภายใน  4 นาที  จริงๆเพื่อนที่เป็นคนนำเสนอผลงานบอกว่าไม่อยากได้กลุ่มสุดท้ายเลยไม่อยากได้จริงๆเพราะว่ากลุ่มอื่นเขามาอลังการมากแล้วของเราเป็นแค่ packaging แล้วเราจะรอดไหม สุดท้ายเราก็ได้นำเสนอเป็นกลุ่มสุดท้าย  แต่เราก็พยายามให้กำลังใจกันว่าไม่ต้องเครียด ได้แค่ไหนแค่นั้นเพราะเราเชื่อว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว แล้วสถานการณ์คือกลุ่มก่อนหน้าอัญเขาค่อนข้างกดดันนิดนึงเพราะว่ามันมีบางกลุ่มนำเสนอผลงานเกินเวลา เขาก็ปิดไมค์เลยแล้วก็พูดขึ้นมาเลยว่าหมดเวลาของคุณในการนำเสนอโปรเจกต์ของคุณแล้ว ประมาณนี้อะค่ะ

ความรู้สึกหลังประกาศผล
คือแบบตอนที่เขาประกาศเราไม่ตั้งใจฟังเลย แต่เพื่อนในทีมก็พูดกับเราว่าทีมเราชนะแน่แต่เราก็แบบไม่หรอก เขาก็มีประกาศชื่อทีมตัวอักษรชื่อย่อของทีมอะค่ะ ของอัญคือ  BSK แต่มันจะมีอีกกลุ่มที่คล้ายกันคือ BSH ตอนประกาศก็ไม่ตั้งใจฟังแต่พอเขาพูดว่า BS มาปุ๊บเราก็อยากรู้แล้วว่าเป็นกลุ่มเราหรือเปล่า สรุปก็คือเป็นกลุ่มเรา ตอนออกไปรับเกียรติบัตรยังพูดอยู่เลยว่านี่คือฝันอยู่หรือเปล่าเนี่ย ไม่คิดเลยว่าเราจะได้รับเกียรติบัตรรางวัลชนะเลิศมาอยู่ในอ้อมกอดแล้ว

ชอบกิจกรรมไหนมากที่สุด
ชอบการลงพื้นที่ที่ต่างจังหวัดค่ะ เพราะมันได้ใช้ชีวิตแบบที่เราไม่เคยใช้มาก่อนแบบคนที่อยู่ในเมืองกรุงอาจจะเคยไปเที่ยวแต่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านที่แท้จริงอ่ะ สิ่งที่เราดูในทีวีมันไม่เท่ากับสิ่งที่เราไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วชาวบ้านน่ารักมากเพื่อนๆต่างชาติก็คือพร้อมที่จะเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเรา คือความทรงจำที่ดีที่สุดความผูกพันที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นจากช่วงระยะเวลาที่เราอยู่ต่างจังหวัดด้วยกัน จริงๆถ้าเราอยู่กรุงเทพตลอดเวลาเราอาจจะไม่ผูกพันอาจจะไม่ได้อะไรดีๆขนาดนี้มาก็ได้

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้
อย่างแรกเลยคือความกล้าในการพูดภาษาอังกฤษเพราะเราก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษเลยพอเรามาค่ายนี้เหมือนเราต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ เป็นการบอกกับตัวเองว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะคอยแปลภาษาให้เพื่อนที่เป็นต่างชาติและชาวบ้านก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ มันก็ค่อนข้างกดดันแต่สุดท้ายเราก็พยายามบอกตัวเองทุกคืนก่อนนอนว่าวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีเพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ก็ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีเหมือนวันนี้ละกัน แล้วก็พูดกับเพื่อนตรงๆเลยว่า ถ้าเราพูดสื่อสารกันไม่ได้ก็ใช้ Google Translate กับเราได้เลยนะเพราะบางครั้ง เราก็ไม่รู้ศัพท์แล้วก็เรียกได้ว่าสำเนียงค่อนข้างเป็นอุปสรรคเพราะว่ามันมาจากหลายประเทศเราก็ไม่ชิน แต่พอมาค่ายนี้พอเราอยู่ไปเรื่อยๆมันก็เริ่มชินมันก็เลยพูดกับเพื่อนได้รู้เรื่องมากขึ้น มันกล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษโดยที่เราไม่ต้องคำนึงว่าเราพูดผิดพูดถูกคือในค่ายไม่มีใครมาคอยว่าเลย ทุกคนเป็นคนบอกว่าพูดเลยอัญ จะพูดผิดพูดถูกมันไม่สำคัญเลยเทียบกับการที่เรากล้าสื่อสารกับพวกเขามันคือสิ่งที่ได้มา  นอกเหนือจากนั้นก็เป็นความผูกพันกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 2 อาทิตย์  ตื่นเช้ามาก็เจอหน้ากันก่อนจะนอนก็เจอหน้ากัน   กับกลุ่มที่ไปสมุทรสงครามด้วยกันก็สนิทกันมากทุกวันนี้ก็ยังมีคุยไลน์ มีวีดีโอคอลกันอยู่บ้าง วันสุดท้ายคือร้องไห้เลยแบบไม่อยากจากกันเลย อยากจะเจอกันอีกอะไรแบบนี้ค่ะ

สุดท้ายนี้แนะนำและให้กำลังใจน้องๆที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยหน่อย
ก็อยากบอกกับน้องๆทุกคนนะคะว่าสู้ๆค่ะ เชื่อว่าถ้าน้องๆมีเป้าหมาย  รู้แล้วว่าอยากเข้าคณะนี้ ชอบด้านนี้ มันคือสิ่งที่ดีแล้วก็ให้น้องๆมุ่งมั่นตั้งใจไปกับมันแล้วทำมันให้เต็มที่ระหว่างทางอาจจะมีอุปสรรค ความกดดันอยู่ตลอดทาง  เราสามารถพักได้ท้อได้ แต่ว่าน้องๆต้องเดินหน้าต่อไป คือพอมันไม่ถึงจุดหนึ่งที่เราทำมันได้แล้วอะ เราจะรู้สึกว่าแบบขอบคุณตัวเองที่เราผ่านตรงนั้นมาได้  อย่างสอบเข้ามหาลัยก็เป็นช่วงที่กดดันสำหรับทุกคนก็อยากจะบอกว่าสู้ๆนะคะเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปผลลัพธ์ที่มันอยู่ข้างหน้ามันจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดให้กับน้องๆจริงๆค่ะกับสิ่งที่น้องๆทุ่มเทมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาค่ะ

 

เรื่อง : Mathuros & Keerati
ภาพ : Unchisa

Share