ถ้ามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาฝุ่นใน กทม. จะทำอย่างไร?

กรุงเทพมหานครกำลังประสบกับปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐาน โดยฝุ่นละออง PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากๆ เล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางเส้นผมของคนเราถึง 25 เท่า เมื่อหายใจเข้าไปในปอดและสะสมกันเป็นเวลานานสามารถก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้

สำหรับภาครัฐของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น ยังไม่มีนโยบายหรือแนวทางในการจัดการกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เป็นรูปธรรม ประชาชนที่ตื่นตัวจึงใช้วิธีการป้องกันตนเองจากฝุ่นโดยสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกันฝุ่นชนิดนี้ได้ไปพลางๆ

และในระหว่างที่รัฐบาลกำลังหามาตรการในการแก้ไขเรื่องนี้ SWU Sounds จึงได้ไปสอบถามความคิดเห็นจากน้องๆ นิสิตของเราว่า หากพวกเขามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาฝุ่นใน กทม. ได้ จะทำอย่างไร?

อัคร โรจน์เจริญงาม (บิ๊ก)
ชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์
สาขาวิชาจิตวิทยา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าไม่ได้มีแค่ประเทศเราที่เกิดปัญหานี้ และควรดูเรื่องวิธีการป้องกันของประเทศอื่นเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศของเราครับ เช่น การใช้รถในวันคู่ วันคี่ ของประเทศอินเดีย เพื่อลดจำนวนรถที่ติดอยู่บนถนน ยกเลิกนโยบายที่ทางรัฐบาลมีการอนุญาตให้ปล่อยควันเสียเกินกำหนดได้ในนโยบายการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านๆ มา เพื่อลดการเกิดควันเสีย และสุดท้าย พัฒนาระบบขนส่งให้ดีจนประชาชนยอมรับได้ เช่น รถเมล์ที่มีความสะอาด มาตรงต่อเวลา และรองรับจำนวนผู้โดยสารในเวลาเร่งด่วนได้รวดเร็ว เพิ่มขบวนรถไฟฟ้าและพัฒนารางรถไฟให้ครอบคลุมพื้นที่

นภัสวรรณ มงคลสมบูรณ์ (จีน)
ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม
สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิตอล

ก่อนอื่นหนูจะทำการศึกษาข้อมูลของการเกิดปัญหานี้อย่างละเอียด ว่าแท้จริงแล้วแหล่งของการเกิดปัญหานี้อยู่ที่จุดใด และจะเริ่มแก้ไขจากต้นเหตุ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ทุกคนไม่เพียงแต่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ร่วมกันป้องกันตัวเองโดยการใส่หน้ากากอนามัย และช่วยกันลดปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดมลภาวะ สำหรับหนูทุกคนมีอำนาจในการแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว ถ้าหากเราช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ปัญหานี้ก็จะค่อยๆ หมดไปค่ะ

สรรพสิทธิ์ ทะกูยะ พิบูลสราวุธ (จูเนียร์)
ชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์
สาขาภาษาตะวันออก เอกภาษาญี่ปุ่น

ในความคิดของผมฝุ่น PM 2.5 นั้นเป็นมลพิษที่ทำลายระบบหายใจของเราได้ ซึ่งหลายประเทศที่มีปัญหานี้ก็กำลังแก้ไขอยู่เหมือนกัน เช่น การเปิดหอคอยฟอกอากาศในฮ่องกง หรือ การใส่หน้ากากในประเทศจีนเป็นต้น ซึ่งประเทศไทยควรศึกษาแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับประเทศของเรา แต่ก่อนที่จะศึกษาและนำมาปรับนั้น ภาครัฐและเอกชนควรแก้ให้ถูกจุดก่อน เช่น

1.การออกกฎหมายเขตควบคุมมลพิษให้อย่างเป็นทางการ เพราะในปัจุบันมีผู้คนใช้รถเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรปฏิบัติกับรถยนต์และรถโดยสารที่มีควันดำไม่ใช่แค่จับแค่คันสองคัน และต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์รถประจำทางจากดีเซลเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือ NGV ให้หมด

2.วิธีปล่อยน้ำขึ้นฟ้าอาจเป็นวิธีที่พอช่วยลดมลพิษได้บ้างแต่ไม่ใช่สุรุ่ยสุร่ายเปิดที่กลางถนนเป็นจำนวนมาก เช่นเมื่อวานที่มีการปล่อยน้ำขึ้นฟ้าที่แยกอโศกแค่ 2 นาทีกว่า แต่กลับทำให้น้ำท่วม จึงทำให้เพิ่มภาระผู้สัญจรมากยิ่งขึ้น ควรจะปล่อยในปริมาณปานกลางและควรปล่อยตอนที่รถน้อยหรือเปิดที่สวนสาธารณะก็ได้

3.กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่แออัด ควรจะมีมาตรการการควบคุมการก่อสร้าง เพราะในปัจจุบันมีการก่อสร้างพวกคอนโดมิเนี่ยมในเวลาเดียวกันมากจนเกินไป เป็นอีก 1 เหตุผลทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

4.ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้บรรเทาปัญหา ได้สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น โดยเฉพาะทาง BTS ควรเพิ่มตู้รับแบงค์ด้วย เพื่อให้ประชาชนใช้งานได้อย่างสะดวก เป็นต้น ผมคิดว่าถ้ามีอำนาจก็อยากจะทำเช่นนี้ แต่ถึงจะมีหรือไม่มีอำนาจถ้าทุกภาคทุกส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและใส่ใจก็จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างราบรื่นอย่างแน่นอนครับ

วสุ ศิริวานิช (เหมือง)
ชนัญธิดา ดีเหลือ (ไหม)
ชั้นปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์
สาขาวิชาการออกแบบสื่อสาร

ให้ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ให้ใช้รถสาธารณะมากขึ้น ก็เพราะว่าถ้าใช้รถส่วนตัวน้อยลงก็จะได้ช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้ในระดับหนึ่ง

✏️  ปัญหามลพิษแท้จริงแล้วก็ไม่ได้เกิดมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดขึ้นจากพวกเราทุกคนที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ควรจะต้องมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาหรือควบคุมต่อไป ในระหว่างนี้ PRswu อยากให้ประชาชนทุกคนหันมาใส่ใจในสุขภาพ ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันในวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน และไม่ลืมที่จะ ‘ตื่นตัว’ หันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมและโลกของเราให้มากขึ้น

Share