กฟผ. จับมือ มศว ทำหลักสูตร STEM2 (สะเต็มกำลังสอง)

กฟผ. ร่วมกับ ศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ทำหลักสูตรพหุวิทยาการ STEM2 เรื่องพลังงานไฟฟ้าในประเทศ ภายใต้หัวข้อ “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีไฟฟ้า” โดยนำเสนอประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ผ่าน 8 สาระวิชาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พร้อมตั้งเป้าหมายขยายผลใช้หลักสูตรนี้สอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จแล้ว 80 โรงเรียน

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2561 นายสมรักษ์ เพ็ชรเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา ดาสา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา และศาสตราจารย์ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการฝ่ายวิชาการ มศว ร่วมในงานแถลงข่าวโครงการการขยายผลการใช้หลักสูตร “STEM2 เรื่อง พลังงานไฟฟ้าในประเทศ” และร่วมกิจกรรมประกาศผลและมอบรางวัลแก่นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ใช้หลักสูตรดังกล่าวส่งผลงานเข้าประกวด ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร

            นายสมรักษ์ เพ็ชรเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายสมรักษ์ เพ็ชรเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยว่า กฟผ. เห็นความสำคัญของการเรียนรู้แบบบูรณาการในโรงเรียน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านรายวิชาต่าง ๆ ที่มีการเรียนการสอนอยู่แล้วในชั้นเรียน จึงร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มศว. พัฒนาหลักสูตรพหุวิทยาการ STEM2 เรื่องพลังงานไฟฟ้าในประเทศ ภายใต้หัวข้อ “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีไฟฟ้า” สำหรับครูผู้สอน และขยายผลหลักสูตรไปยังครูผู้แทนจากโรงเรียนในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์ (http://stem2.science.swu.ac.th/) สำหรับเป็นสื่อกลางเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ โดยปัจจุบันมีโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมใช้หลักสูตรนี้ และนำไปใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนแล้ว จำนวน 80 โรงเรียน พร้อมตั้งเป้าหมายจะขยายผลใช้หลักสูตรนี้สอนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ

                     ศาสตราจารย์ ดร.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

ทั้งนี้ เหลักสูตร STEM2 ป็นหลักสูตรสำคัญที่นำเสนอประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย สถานการณ์การใช้ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้า พฤติกรรมและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้า ผ่านการเรียนการสอนของ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในระดับชั้นมัธยมตอนต้น ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะและกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาพลศึกษา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับแหล่งพลังงานต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า สร้างสำนึกและปลูกฝังเยาวชนให้ใส่ใจในคุณค่าของพลังงาน และนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา ดาสา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มศว กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการสร้างการเรียนรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าให้กับนักเรียนระดับมัธยมต้น ด้วยการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการในทุกสาระวิชา ด้วยการสอดแทรกเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน เห็นความเชื่อมโยงของการเรียนกับชีวิตจริง และส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม และสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ทั้งนี้พบว่า ระดับชั้นที่มีมาตรฐานและตัวชี้วัดของสาระวิชาเหมาะสมกับเนื้อหาคือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยได้กำหนดเป็นสถานการณ์กระตุ้นการเรียนรู้และเนื้อหาในการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจสถานการณ์ปัญหาและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จนสามารถบูรณาการความรู้และข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้มาออกแบบแนวทางหรือวิธีการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้มีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน มั่นคง และออกแบบการนำเสนออย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “หลักสูตรสะเต็มกำลังสอง สู่ความยั่งยืนทางไฟฟ้า” โดยมีนายทิเดช เอี่ยมสาย ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมโรงไฟฟ้า กฟผ. รองศาสตราจารย์ ดร.ณสรรค์ ผลโภค อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา ดาสา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตรศึกษา ร่วมเสวนา พร้อมทั้งมีการประกาศผลและมอบรางวัลแก่นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ใช้หลักสูตรดังกล่าวและส่งผลงานคลิปสั้น หัวข้อ “ฉันจะไม่หมดไฟ (ฟ้า)” เพื่อกระตุ้นความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้และวางแผนด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างมั่นคงต่อไป

ทั้งนี้แนวทางการจัดการศึกษา หรือการสอนแบบ STEM เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ สหรัฐค้นพบว่า กำลังคนที่มีประสิทธิภาพ มีความชำนาญทางเทคนิค ที่สามารถขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ มักเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจบ่งบอกว่า การศึกษาในระดับโรงเรียนในสหรัฐ  ไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจให้นักเรียนอเมริกัน เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น จึงมีนโยบายในการนำการสอนแบบ STEM เข้ามาในระบบการศึกษาในโรงเรียน ตั้งแต่ในระดับอนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้นักเรียนหันมาให้ความสนใจทางด้านสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์มากขึ้น

คำว่า STEM เป็นอักษรย่อมาจากคำว่า วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) การจัดการศึกษาแบบ STEM ก็คือ หลักสูตรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับการศึกษาใน 4 วิชาเฉพาะข้างต้น ผลพลอยได้ก็คือ การจัดการศึกษาแบบ STEM ช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นในการทำงานในอนาคต การสอนแบบ STEM ที่มีประสิทธิภาพ เป็นการร่วมมือกันระหว่างครูและผู้บริหารในสถานศึกษานั้น และบางครั้งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากองค์กรรัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ เข้ามาเป็นวิทยากรพิเศษ ทำให้นักเรียนได้ความรู้ลึก นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นหาตนเอง ค้นหาความฝันว่า ตนอยากประกอบอาชีพนั้นๆ ในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากนักเรียนมีโอกาสทำงานอย่างใกล้ชิด กับผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนั้นๆ โดยตรง และสามารถซักถามข้อสงสัยต่างๆ ได้

ขณะที่การจัดการศึกษาแบบ STEM ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการสอนแบบ STEM และสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบ STEM ในสถานศึกษา ด้วยหวังว่าเมื่อนำปัญหาไปให้นักเรียนแก้ นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ ผนวกใช้ความรู้จาก 4 สาขานั้น ทุกขั้นตอนกิจกรรมการเรียนการสอนจะถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้และกระบวนการของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ 4 สาขานั้นเสมอ

Share