มศว ร่วมเปิดหลักสูตร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงาน 15 ล้านคนวัยทำงานเสี่ยงอ้วน ซึมเศร้า หมดไฟ

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่บุคลากรศูนย์อนามัย ที่ 1-12 สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ภาคีเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพส่วนภูมิภาค บุคลากรโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และจัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานในคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงาน เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ที่โรงแรมรอยัลซิตี้ กรุงเทพฯ

โดยมี นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย นพ.สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ศ.ปานสิริ พันธุ์สุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มศว และ ผศ.สร้อยสุดา เกสรทอง รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อให้คนวัยทำงานมีพฤติกรรมสุขภาพดีและเพื่อสร้างมาตรฐานการดำเนินงานคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทำงานของประเทศไทย
นพ.อรรถพล แก้งสัมฤทธิ์ กล่าวถึงสภาพปัญหาว่า ปัจจุบันมีวัยทำงานราว 15 ล้านคน อยู่ในระบบประกันสังคมและส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้หลายคนเกิดภาวะความเครียดสะสม กระทบต่อสุขภาพร่างกายและทำให้เกิดโรคอ้วน เพราะขาดการออกกำลังกายและการกินอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
โดยพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งระบบสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในผู้หญิงและโรคจากการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง หลอดเลือดสมองตีบและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า อ้วนลงพุงและโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง พบคนวัยทำงาน มีแนวโน้มเป็นโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ส่วนโรคเครียดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าและวัยทำงานเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด โดยทั้งหมดทำให้เกิดภาระและสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก
“ที่ผ่านมากรมอนามัยได้เปิดคลินิกปรับเปลี่ยนสุขภาพในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ศูนย์อนามัยทั้ง 12 แห่งและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้บริการผู้ที่มีภาวะเสี่ยง กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรคและประชาชนทั่วไปมากกว่า 10 ปี ต่อมาเห็นควรให้ปรับปรุงหลักสูตรให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่ผู้เข้ารับบริการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น กรมอนามัยจึงร่วมกับกรมสุขภาพจิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีคณะสาธารณสุขศาสตร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรและเนื้อหาวิชาด้านอารมณ์ที่เกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการจัดอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพขึ้น ซึ่งภายหลังบันทึกความร่วมมือนี้ กรมอนามัยมีเป้าหมายที่จะขยายคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปยังสถานประกอบการในรูปแบบสวัสดิการพนักงาน โดยจะประสานกับกระทรวงแรงงานต่อไป”
นพ.สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “ผลกระทบจากพฤติกรรมสุขภาพของวัยทำงานเป็นปัญหาที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นกลุ่มวัยสำคัญ ในการช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้พบคนวัยทำงานทั่วโลก อายุตั้งแต่ 20 กว่าปีขึ้นไป นอกจากเสี่ยงป่วยเป็นโรคแล้ว ยังเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ทำให้จิตใจมีสภาพหดหู่ เกิดภาวะวิตกกังวล และนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าได้

ในส่วนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นนำของไทยมา 70 ปี จะทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในด้านเนื้อหาหลักสูตร โดยมีคณะทางวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะกายภาพบำบัด คณะพยาบาลศาสตร์ เป็นต้น ก็จะได้มีส่วนสนับสนุนด้านการปรับเนื้อหาหลักสูตร ให้สามารถมีเนื้อหาวิชาด้านอารมณ์ที่เกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพรวมถึงด้านสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อให้นิสิตผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ ต่อผู้อื่นได้ อันเป็นการลดอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคดังกล่าวของคนไทยลงได้ ส่งผลให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี
ดังนั้น บริษัท องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ควรส่งเสริมให้พนักงานหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและสร้างแรงจูงใจ ด้วยการส่งเสริมการออกกำลังกาย การบริหารจัดการอารมณ์ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่กับการลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคได้ หากสุขภาพกายดีจะส่งผลให้มีสุขภาพใจที่ดีเช่นกัน ส่วนโรคซึมเศร้ามีแนวโน้ม จะนำไปสู่ความเสี่ยงฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

 

Share